ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร แผ่นไม้ปิดห้องใต้ดินก็ถูกคนเปิดจากด้านนอก แสงแดดปะปนกลิ่นฝุ่นฉุนกึกพัดกรูเข้ามา
หนานสวี่หรี่ตาลง ก่อนจะได้ยินเสียงเถ้าแก่ดังมาจากด้านบน
“แม่นางทั้งหลาย ออกมาเถิด พวกสารเลวนั่นหนีไปไกลแล้ว”
หลานเอ๋อร์โผล่หัวออกไปดูก่อน เมื่อแน่ใจแล้วจึงประคองหนานสวี่ปีนขึ้นมาจากห้องใต้ดิน
ถนนด้านนอกเละเทะไปหมดแล้ว
เมื่อครู่ยังมีเพียงหมอกฝุ่นสีเหลืองขุ่น ตอนนี้กลับเจือกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นไหม้เกรียม
บนพื้นหินเขียวกลางถนนมีคนถูกลูกธนูนอนแน่นิ่งอยู่ ธงสุราหน้าร้านถูกไฟไหม้ไปครึ่งผืน พอลมพัดก็สะบัดพรึ่บ ๆ พร้อมสะเก็ดไฟที่ร่วงลงมา
ทหารสวมเกราะหลายคนกำลังช่วยกันหามผู้บาดเจ็บไปไว้ข้างทาง ทหารผ่านศึกที่แบกทวนยาวแขนข้างหนึ่งห้อยตกลงมา เลือดสีแดงคล้ำซึมเปื้อนแขนเสื้อเป็นวงกว้าง แต่เขายังตะโกนสั่งให้คนหามชาวบ้านที่ถูกลูกธนูไปยังค่ายแพทย์
เถ้าแก่คว้าหีบเงินบนโต๊ะคิดเงินยัดใส่อ้อมอก ก่อนประสานมือคำนับหนานสวี่กับพวกนาง
“แม่นางทั้งหลาย ข้าเสียมารยาทแล้ว ร้านคงดูแลไม่ไหว ข้าขอไปช่วยก่อน”
พูดจบก็ถกแขนเสื้อแล้วพุ่งเข้าไปในร้านขายยาฝั่งตรงข้าม ช่วยกันหามคนเจ็บออกมา
หนานสวี่ยืนอยู่หน้าประตูโรงเตี๊ยม ลมพัดหางม้าของนางจนผมหลุดลุ่ยออกมาสองสามเส้น แนบติดแก้ม
นางมองดูผู้บาดเจ็บเต็มถนน ทั้งทหารและชาวบ้าน มีทั้งคนแก่และเด็ก เด็กชายวัยกำลังโตคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่ตรงโคนกำแพง กอดแขนตัวเองไว้ ลูกธนูหักครึ่งท่อนปักอยู่บนแขน เลือดไหลซึมลงมาตามง่ามนิ้ว
“หลานเอ๋อร์ ยารักษาแผลของเราล่ะ?”
“อยู่บนรถเจ้าค่ะ มีตั้งหนึ่งหีบ ทั้งยาทาแผลและผงห้ามเลือด”
