พอได้สติกลับมา แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกว่าช่างเหลวไหลนัก เขากระแอมเบา ๆ ก่อนก้มลงแกะยันต์ติดตามที่แปะอยู่บนตัวนางออก แล้วคีบไว้ที่ปลายนิ้ว เผาจนเป็นเถ้าถ่าน
“รีบกลับบ้านไปเถิด ปีศาจสาวที่ฝึกตนต่ำต้อย หากอยู่ข้างนอกอาจถูกจับไปให้มนุษย์หาความสำราญได้”
พูดจบ เขาก็นึกถึงวิธีการอันมืดมนเหล่านั้นขึ้นมา
ถลกหนังและชักเส้นเอ็นยังนับว่าเบา บางตนถูกขังไว้ในกรง เลี้ยงดูราวกับของเล่น บางตนถูกควักแก่นปีศาจไปปรุงยา ตายก็ยังตายไม่สงบ
ส่วนที่น่ารังเกียจกว่านั้นก็มี คนพวกนั้นจ้องเล่นงานปีศาจสาวที่แปลงร่างได้งดงามเรียบร้อยเป็นพิเศษ ขังไว้ในหอนางโลมมืดทึบ ปล่อยให้พวกเศรษฐีมีเงินย่ำยีจนพังยับ พอเล่นจนเบื่อก็ขายต่อให้ร้านถัดไป กระทั่งศพทั้งร่างยังไม่เหลือให้ฝัง
เหลียวเหลียวขมวดคิ้ว รอยยิ้มเอื่อยเฉื่อยในดวงตาพลันเลือนหาย นิ้วที่กำโครงพัดไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
เพียงเผลอใจไปชั่วขณะ พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง กระต่ายปีศาจตัวน้อยตรงหน้าก็วิ่งหนีไปไกลแล้ว
ขาเล็ก ๆ ทั้งสองข้างก้าวสับอย่างรวดเร็ว ใต้ชายเสื้อเผยให้เห็นหางสั้นฟูฟ่อง สะบัดขึ้นลงตามแรงลม
เพียงครู่เดียว เงาหลังนั้นก็หายลับไปหลังเนินเตี้ยตรงสุดเขตสุสานร้าง
“สมกับเป็น...กระต่ายจริง ๆ”
หนานสวี่วิ่งมาถึงริมแม่น้ำ ขาทั้งสองพลันอ่อนยวบ ร่างทั้งร่างทิ้งตัวลงในกอหญ้าอย่างแข็งทื่อ
นางนอนหงาย หอบหายใจจนอกกระเพื่อมแรง แสงสะท้อนจากผิวน้ำเหนือศีรษะส่องจนท้องฟ้าขาวโพลน
ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวจริง ๆ วิ่งต่อไม่ไหวแล้ว
นางโมโหจนใช้กรงเล็บตะกุยดินไปสองที
