นางพูดพึมพำอย่างสะลึมสะลือว่า “ต่อมาเจ้าถูกเนรเทศ ถูกพวกนั้นทรมานจนแทบไม่เหลือสภาพ……”
“แต่เจ้าวางใจเถอะ ข้าไม่เคยรังเกียจเจ้าเลย”
“รู้แล้ว” เขารู้ว่าอาหมานไม่เคยรังเกียจเขาเลย
“ตอนนั้นเจ้าผอมเกินไป ดูไม่มีอะไรน่ามองเลย แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้วนะ จ้าวเย่……”
นางคล้ายกับเห็นจ้าวเย่เป็นหมอนข้างรูปคนตัวใหญ่ พูดไปพูดมาก็พลิกตัวขึ้นคร่อมเขาเสียอย่างนั้น
จ้าวเย่ชะงักไปก่อน จากนั้นก็มองอาหมานที่นั่งคร่อมอยู่บนตัวเขาด้วยรอยยิ้ม เห็นชัดว่าเมาจนมึนแล้ว แต่ก็ยังไม่ลืมกดเขาไว้ข้างล่าง
มือนางอยู่ไม่สุขเลยสักนิด เอื้อมไปแก้เข็มขัดของเขา “เจ้าบอกว่าข้าถูกกิเลสครอบงำ งั้นก็ถือว่าข้าถูกกิเลสครอบงำแล้วกัน ยังไง……ยังไงข้าก็อยากได้เจ้า……”
แต่นางคลำหาอยู่นานก็ไม่เจอเข็มขัด “เอ๊ะ จ้าวเย่ เข็มขัดเจ้าอยู่ไหน”
“……อยู่นี่” เขาจับมือซุกซนของอาหมาน แล้ววางไว้ตรงตำแหน่งที่ควรวาง นางเริ่มแยกไม่ออกอีกแล้วว่านี่เป็นยุคปัจจุบันหรือยุคโบราณ
“ข้าว่าตอนเจ้าใส่สูทเป็นเจ้าของกิจการนี่แหละ ยั่วใจที่สุด……”
“งั้นเหรอ ทำไมล่ะ”
“ก็หล่อไง ใส่เสื้อผ้าก็เป็นเจ้าของกิจการ พอถอดเสื้อผ้าก็เป็น……อื้อ!”
อาหมานยังพูดไม่ทันจบ จ้าวเย่ก็ยกมือปิดปากนางไว้
“อาหมาน อย่าพูด”
ตอนนี้นางเมาอยู่ จึงไม่เห็นว่าจ้าวเย่หน้าแดงแค่ไหน
“ไม่ได้ ข้าจะพูด ฮิฮิ……ไหล่กว้างเอวคอด หนุ่มกุมารเจ้าปัญหา……”
มุมปากจ้าวเย่กระตุก อาหมานคิดว่าตัวเองเป็นหนุ่มกุมารเจ้าปัญหาหรืออย่างไร
