บทที่ 5 เป้าหมาย
ชิงอวี้ทำอาหารเสร็จแล้ว ทั้งสามคนในครอบครัวก็ตื่นขึ้นมาตามลำดับ เธอจึงอุ้มเด็กไว้ ให้พวกเขากินข้าวก่อน ตามปกติแล้วกัวเซี่ยวเฉิงจะกินเสร็จก่อนแล้วมารับลูกสาวไป ให้ชิงอวี้ได้กินบ้าง
"ชิงอวี้ เธออยู่ที่นี่ดีจริง ๆ แต่ก่อนตอนเช้าพวกเราสองคนวุ่นวายเหมือนออกรบทุกวัน ไม่เคยทำอาหารเลย พอเธอมาก็ทำให้ฉันเบาลงเยอะเลย" เถียนเสี่ยวฟางกินข้าวเสร็จแล้วเริ่มป้อนลูกสาวพลางพูดอย่างจริงใจ
"ขอแค่พี่ชายพี่สาวไม่รังเกียจ พวกเราเป็นคนบ้านนอกไม่รู้อะไรหรอก ถ้ามีอะไรที่ไม่เหมาะสมก็บอกกันนะคะ ข้าวเค็มไปหรือจืดไปก็บอกได้"
"ใคร ๆ ก็สืบขึ้นไปสามรุ่นก็เป็นชาวนาทั้งนั้น อาหารก็อร่อยดี" กัวเซี่ยวเฉิงพูดพลางสวมเสื้อนอก
"ใช่ค่ะ พี่เซี่ยวเฉิงพูดถูกแล้ว พวกเราเป็นคนเหมือนกัน เสมอภาคกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน!" เถียนเสี่ยวฟางเห็นด้วยกับสามีอย่างยิ่ง จึงหยิบเงินห้าหยวนยื่นให้ชิงอวี้ "ต่อไปนี้บ้านนี้ฝากเธอแล้วนะ เงินนี้ถือไว้ซื้อกับข้าว ถ้าหมดค่อยบอกฉัน"
"ได้ค่ะ" ชิงอวี้รู้สึกว่าโชคดีมากที่เจอนายจ้างที่ดีเช่นนี้ เธอจึงอยากช่วยแบ่งเบาพวกเขาให้เต็มที่
พอทั้งสองคนไปทำงานแล้ว ในบ้านก็เงียบสงัดลงทันที ชิงอวี้วางเด็กไว้ในรถเข็นแล้วล้างชามหม้อ จากนั้นก็เก็บกวาดบ้านให้เรียบร้อย แล้วอุ้มเด็กเล่นในบ้าน
ชิงอวี้อุ้มเด็กเดินดูรอบ ๆ ทุกที่ล้วนทำให้เธออิจฉา ชีวิตคนเมืองนี่ดีจริง ๆ กินดีอยู่ดี เธอนึกถึงตัวเอง โตมาใส่แต่เสื้อผ้าหยาบเก่า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเครื่องนอนบนเตียงเลย จะมาเทียบกับผ้าปูที่อ่อนนุ่มและเรียบตึงที่นี่ได้อย่างไร ไม่แปลกที่คนอื่นเขาจะรู้จักสบาย
เธออุ้มเด็กเปิดประตูห้องนอนของเถียนเสี่ยวฟางและกัวเซี่ยวเฉิง มีเตียงคู่ขนาดกว้างใหญ่ ชิดผนังยังมีโต๊ะเครื่องแป้งตั้งอยู่ ชิงอวี้ยืนอยู่หน้าประตูอย่างลังเล อยากเข้าไปดูแต่ก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสม ทว่าความอยากรู้อยากเห็นเอาชนะความไม่เหมาะสมไปได้ ยังไงตอนนี้ก็มีแค่ฉันกับหนูอิ๋งอิ๋งอยู่บ้าน พวกเขาก็ไม่รู้หรอก
ชิงอวี้เดินเข้าไป เห็นขวดเล็ก ๆ หลายขวดบนโต๊ะเครื่องแป้ง เธออุ้มเด็กไว้แล้วใช้มือข้างหนึ่งหยิบขวดหนึ่งเปิดขึ้น เอาจมูกดมเบา ๆ หอมจริง!
เธอวางอิ๋งอิ๋งลงบนเตียง แอบเทน้ำใส่ตัวเองเล็กน้อยลูบลงบนใบหน้า ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าผิวหน้าได้รับการบำรุงขึ้นทันที สบายมาก ๆ ชิงอวี้รีบวางขวดไว้ที่เดิมอย่างดี แล้วอุ้มอิ๋งอิ๋งขึ้นมา วันนี้อิ๋งอิ๋งค่อนข้างเชื่อฟัง เพียงแต่ดวงตาโตเบิกกว้างมองเธอ ทำให้ชิงอวี้รู้สึกไม่สบายใจอยู่พักหนึ่ง แต่เด็กทารกอายุไม่กี่เดือนจะรู้อะไร แม้แต่พูดก็ยังไม่ได้
ชิงอวี้อุ้มเธอเปิดตู้เสื้อผ้าบานใหญ่อีก ตู้เสื้อผ้าบานใหญ่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสของเถียนเสี่ยวฟางดึงดูดสายตาของเธออีก ทำไมมีเยอะขนาดนี้ ทำไมครูสอนประถมอย่างเธอถึงมีเสื้อผ้ามากมายเช่นนี้? ให้ชิงอวี้ทั้งอิจฉาและปรารถนา จึงเอามือลูบเนื้อผ้าเหล่านั้น ชิงอวี้ก้มลงมองดูชุดที่ตัวเองสวมใส่ เป็นชุดสำหรับออกนอกบ้าน ยังเป็นเสื้อผ้าเมื่อหลายปีก่อน พี่สาวคนโตทำให้ เฮ้อ! เป็นคนเหมือนกัน ทำไมคนอื่นเขาถึงได้มีชีวิตที่ดีขนาดนี้
อิ๋งอิ๋งร้องไห้ขึ้น ขัดจังหวะความคิดของชิงอวี้ เธอรีบปิดประตูตู้เสื้อผ้า เดินออกจากห้องแล้วปิดประตูให้ดี
เธอมองดูนาฬิกาแขวนบนผนัง ยังมีเวลา จึงพยายามกล่อมอิ๋งอิ๋งเดินวนในบ้าน แต่อิ๋งอิ๋งก็ยังร้องไห้ ชิงอวี้กล่อมอยู่ครู่หนึ่งถึงเข้าใจว่าการเลี้ยงเด็กนี่ไม่ใช่งานสบายเลย จึงได้แต่ล็อกประตูออกไปข้างนอก ไปเดินเล่นชั้นล่าง
พอออกมา อิ๋งอิ๋งก็หยุดร้อง จ้องมองไปรอบ ๆ อย่างสนใจ เพียงแต่เธอไม่ยอมให้คุณนั่ง คุณต้องอุ้มเธอเดินเรื่อย ๆ ถึงจะได้ ถึงแม้จะเหนื่อยบ้าง แต่สำหรับชิงอวี้คนที่มาจากชนบทก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร งานนี้ไม่สบายกว่าการลงนาไปหรือ?
เดินเล่นไปสักพัก อิ๋งอิ๋งก็หลับ ชิงอวี้จึงอุ้มเธอกลับบ้าน วางเธอลงบนเตียงที่นอนของตัวเองห่มผ้าให้เรียบร้อย ดังนี้เธอก็ได้มีเวลาส่วนตัวที่ว่างแล้ว ชิงอวี้รู้สึกผ่อนคลายเหลือเกิน
เปิดโทรทัศน์ นั่งบนโซฟาอันนุ่มนิ่ม ชิงอวี้รู้สึกว่ามันดีจริง ๆ เธออิจฉาชีวิตเช่นนี้ แต่ก็เข้าใจฐานะของตัวเอง อย่างไรเสียเธอก็เป็นแค่พี่เลี้ยงเด็กที่มาจากชนบท เป็นคนบ้านนอกไม่มีทะเบียนบ้าน สุดท้ายก็ต้องกลับไปอยู่ดี
ชิงอวี้นึกถึงน้าสาวของเธอ ซึ่งเป็นญาติที่ดีเพียงคนเดียวที่อยู่ในเมืองเอก ได้ยินแม่เล่าว่าปีนั้นน้าสาวก็ไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้คนอื่นเช่นกัน ดูแลเด็กดีมาก ดูแลอยู่หลายปีจนเด็กโตขึ้น นายจ้างจึงชอบเธอมาก และสำนึกในบุญคุณ จึงหางานพนักงานชั่วคราวในโรงงานให้ น้าเขยที่เจอในโรงงานก็เพราะบังเอิญ แม้ว่าน้าเขยจะหน้าตาไม่ดีนัก แต่น้าสาวรู้จักกาลเทศะจึงไม่เลือกมาก แต่งงานกันอย่างราบรื่น หลายปีต่อมาอาศัยน้าเขยและนายจ้างที่เคยดูแลเด็ก กลับได้บรรจุเป็นข้าราชการ มีงานทำเป็นคนเมืองจริง ๆ ญาติที่บ้านใคร ๆ ก็ว่าช่างโชคดี มีแต่ชิงอวี้ที่รู้ว่าแท้จริงแล้วโชคของน้าสาวก็ส่วนหนึ่ง แต่ก็เป็นคนฉลาดมาก รู้จักไขว่คว้าโอกาส รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร
ฉันก็ต้องเอาน้าสาวเป็นแบบอย่าง ดูแลอิ๋งอิ๋งให้ดี ทำงานของตัวเองให้ดี สักวันหนึ่ง ฉันอาจจะเจอโอกาสได้อยู่ในอำเภอก็ได้ ชิงอวี้ตัดสินใจในใจ เธอคิดพลางลุกขึ้น ระหว่างที่อิ๋งอิ๋งหลับอยู่ หยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดโต๊ะเช็ดเก้าอี้
อิ๋งอิ๋งตื่นขึ้น ชิงอวี้ก็จับเธอปัสสาวะอย่างคล่องแคล่ว เธออายุมากกว่าอิ๋งอิ๋งสองปี ตอนเด็กเคยดูแลน้องสาวเล็กไม่น้อย อีกทั้งหลานของพี่สาวคนโตก็เคยอุ้มบ่อย ดังนั้นเธอจึงไม่ตื่นเต้นลนลาน
เมื่อมีเป้าหมายแล้ว ชิงอวี้เลี้ยงอิ๋งอิ๋งก็ยิ่งมีความอดทน มองดูนาฬิกาก็สิบโมงแล้ว เธออุ้มเด็กออกจากบ้าน ไปตามทางที่เถียนเสี่ยวฟางบอกเมื่อวาน ไปถึงโรงเรียนยืนรอตรงประตู
ไม่นานเถียนเสี่ยวฟางก็เดินยิ้มเข้ามา พูดกับลุงยามตรงป้อมพักครู แล้วก็พาเด็กเข้าไปในห้องทำงานของเถียนเสี่ยวฟาง ฉวยช่วงพักให้นมลูกเสร็จ
เถียนเสี่ยวฟางหยอกล้อกับลูกสาวอย่างสนิทสนมอยู่ครู่หนึ่ง "พี่เสี่ยวฟางคะ เที่ยงนี้เรากินข้าวอะไรดี? เดี๋ยวหนูซื้อกับข้าวกลับทาง"
"กินข้าวสวยเถอะนะ พี่เซี่ยวเฉิงของเธอชอบกิน ไม่งั้นฉันก็อยากกินบะหมี่น้ำแบบบ้านเราจริง ๆ เลยนะ!"
"ถ้าอย่างนั้นได้เลย หนูกลับไปหุงข้าวนะคะ"
เถียนเสี่ยวฟางยิ้มตาหยีส่งลูกให้ชิงอวี้ หล่อนต้องเตรียมสอนคาบถัดไปแล้ว
เด็กน้อยไม่อยากห่างแม่ร้องไห้ ชิงอวี้พยายามกล่อมเธออย่างใจเย็น เบี่ยงเบนความสนใจของเธอ อุ้มอิ๋งอิ๋งกลับไป ซื้อกับข้าวระหว่างทางกลับบ้าน
ชิงอวี้เป็นคนมีหัวคิดมากเป็นพิเศษ เธอรู้ดีถึงความไม่ไว้ใจระหว่างนายจ้างกับพี่เลี้ยง โดยเฉพาะเรื่องเงิน แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้พูด แต่ชิงอวี้ก็ยังจดบันทึกค่าใช้จ่ายซื้อกับข้าวทุกวันอย่างละเอียดทุกสตางค์ ก็ดีแล้วทั้งคู่
พอบันทึกบัญชีเรียบร้อย ชิงอวี้ก็วางอิ๋งอิ๋งไว้ในรถเข็นเพื่อเตรียมทำอาหารเที่ยง ที่จริงแล้วอิ๋งอิ๋งเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายมาก หาของเล่นเล็ก ๆ ให้ถือไว้ ชิงอวี้ทำอาหารไปพลางหยอกล้อเธอไปพลาง ก็ไม่เสียงานเสียการ
พอสิบเอ็ดโมงกว่า กัวเซี่ยวเฉิงกลับมาก่อน เขาอุ้มลูกสาวไป ชิงอวี้ก็ทำอาหารได้คล่องขึ้นมาก ตั้งใจนวดแป้งแล้ว "ตุ้บ ๆ ตับ ๆ" รีดเส้นบะหมี่ออกมา
พอเถียนเสี่ยวฟางกลับมา เห็นเส้นบะหมี่สดที่รีดเองบางเรียวยาวเป็นมันวางอยู่บนเขียง ก็ตื่นเต้นดีใจมาก นอกจากกลับบ้านเกิดให้แม่ทำให้สักชามแล้ว หล่อนก็ไม่ได้กินมานานแล้ว