พอได้ยินแบบนั้น สวีซุ่ยก็นึกถึงความรู้สึกตอนถูกอีกฝ่ายพลิกไปพลิกมาบนเตียงเมื่อครู่ขึ้นมาทันที เธอส่ายหน้าแรง ๆ โดยไม่รู้ตัว แล้วดึงผ้าห่มมาปิดบังร่างกายไว้แน่น
“เหนื่อยสิ แน่นอนว่าเหนื่อย ฉันเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”
ผู้ชายคนนี้สมกับที่เคยเป็นทหารจริง ๆ กำลังวังชาดีเหลือเกิน
เธอเหนื่อยจนแทบหมดสติไปแล้ว แต่ผู้ชายคนนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยสักนิด
สายตาของฉินหยุนโจวจับจ้องใบหน้าแดงระเรื่อของสวีซุ่ย เขามองความคิดของเธอออกในทันที จึงหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ทำอะไรต่อ เพียงยกมือขึ้นจัดเส้นผมที่ยุ่งเหยิงข้างหูให้เธอ
“วางใจเถอะ คืนนี้ฉันไม่ทำอะไรเธอ ให้เธอพักผ่อนเต็มที่ทั้งคืน”
สวีซุ่ยถึงได้ถอนหายใจโล่งอก ร่างกายก็ผ่อนคลายลงตามไปด้วย
ความรู้สึกตอนทำเรื่องแบบนั้นก็ดีอยู่หรอก แต่ทำกันมากเกินไปในคราวเดียว ร่างกายอย่างเธอก็รับไม่ไหวเหมือนกัน ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจบ้าง
ใครจะรู้ว่าฉินหยุนโจวที่อยู่ข้าง ๆ กำลังคิดคำนวณอยู่ว่าจะจัดการอย่างไร ถึงจะใช้ของกันลูกกันกองนั้นให้หมดภายในเวลาเพียงครึ่งเดือนนี้ได้
ร่างกายของเขาไม่ต้องเป็นห่วง สิ่งเดียวที่เป็นห่วงคือร่างกายของสวีซุ่ยจะทนไม่ไหว
คราวนี้พอแยกจากกันแล้ว ครั้งหน้าจะได้เจอกันเมื่อไรก็ยังไม่รู้ สวีซุ่ยต้องเรียนมหาวิทยาลัยสี่ปี ตอนนี้ยังไม่ครบปีด้วยซ้ำ อีกสามปีครึ่งที่เหลือยังต้องทนกันอีกนาน
อีกอย่าง เขาก็ไม่ได้ลาพักกลับมาหาเธอกับลูกทั้งสามคนได้ทุกปี
ด้านนอก
ยายฉินกำลังตุ๋นซี่โครงอยู่ ซี่โครงพวกนี้กว่าจะได้มาก็ไม่ง่าย เธอฝากเพื่อนเก่าที่คอยสอนหนังสือให้เธอช่วยหามาให้
