กลับมาถึงหอพักของวงดนตรีและศิลปะ ฟ้าก็มืดพอดี
ทันทีที่เข้าไป
ชิวจวี๋ก็สังเกตเห็นกล่องข้าวในมือของสวีซุ่ยที่ยังส่งกลิ่นหอมของอาหารลอยมา
ในปีทุพภิกขภัย จะมีอะไรยั่วยวนใจไปกว่ากลิ่นหอมกรุ่นของข้าวปลาอาหารอีก
เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างห้ามไม่ได้ "สวีซุ่ย เธอไปได้มาจากไหน หอมชะมัด ไม่ใช่อาหารจากโรงอาหารวงของเราใช่ไหม"
โรงอาหารของพวกเธอแทบไม่มีน้ำมันเลยสักนิด กล่องข้าวในมือสวีซุ่ยแค่ได้กลิ่นก็รู้ว่ามีน้ำมัน เป็นของดีแน่นอน
ทุกวันมีแต่ซาลาเปาแป้งดำแข็งกระด้าง กับซุปแกนผักที่ใสราวกับน้ำเปล่า
มีซุปไข่วันเว้นวัน ไข่ไม่กี่ฟองทำออกมาได้ซุปถังใหญ่ พอให้ได้กลิ่นคาวไข่จาง ๆ ก็นับว่าเป็นกับข้าวเนื้อแล้ว
"ฉินหยุนโจวส่งมาให้" สวีซุ่ยปิดประตู นั่งลงบนเตียงของตัวเอง เปิดกล่องข้าวดู
ไข่ต้มหนึ่งฟอง ข้าวโพดสีเหลืองทองผสมกับข้าวสวยขาวโพลน ผักใบเขียวผัดกับหมูสามชั้น แน่นอนว่าผักเยอะกว่า หมูสามชั้นมีสามชิ้น มันเยิ้ม
ทันทีที่เปิดฝากล่อง กลิ่นหมูผัดและไข่ต้มก็ยิ่งโชยแรงขึ้น
สวีซุ่ยไม่ชอบกินหมูที่มันขนาดนี้ แต่ในยามที่ไม่มีอาหารต้องอดอยากบ่อย ๆ
เธอกินทุกอย่างได้ ขอแค่ให้มีชีวิตรอด เธอไม่เลือกกิน
ยิ่งกว่านั้น นี่คือของที่ฉินหยุนโจวตั้งใจส่งมาให้ เกรงว่าตัวเขาเองคงยังไม่ได้กินของดี ๆ แบบนี้
ชิวจวี๋เห็นหมูสามชั้นชิ้นใหญ่สามชิ้นนั้น สายตาจับจ้องเป็นประกาย น้ำลายไหลจนกลั้นไม่อยู่ ท้องร้องจ๊อก ๆ
นั่นเนื้อหมู หมูสามชั้นชิ้นใหญ่เสียด้วย!
