กินอิ่มดื่มจนอิ่มหนำสำราญ
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ แสงสีส้มอาบไล้ท้องฟ้าไปครึ่งหนึ่ง
สวีซุ่ยกับฉินหยุนโจวเพิ่งลุกขึ้น ตั้งใจจะกลับ
ทันใดนั้นก็มีคนเดินตรงเข้ามา คนคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหวังเจี้ยนลี่ คนที่สวีซุ่ยไม่อยากเจอที่สุด
บางทีอะไรที่ยิ่งไม่อยากให้เกิด ก็ยิ่งเกิดขึ้นเสียอย่างนั้น
หวังเจี้ยนลี่ไม่ได้ไปไหน เขาเดินตรงมาหยุดตรงหน้าทั้งสองคน ขวางทางเอาไว้
สายตาของเขามองสวีซุ่ยก่อน จากนั้นก็เลื่อนไปหยุดที่ไม้ค้ำยันของฉินหยุนโจว ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วจู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า
“ผมจำได้ว่าคู่หมั้นคนก่อนของสวีซุ่ยไม่ใช่คุณ”
ชายหนุ่มที่จู่ ๆ ก็เข้ามาหาพวกเขานั้นยังหนุ่มแน่น หน้าตาหล่อเหลา บุคลิกโดดเด่น มองแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนที่เติบโตมาในครอบครัวธรรมดา น้ำเสียงที่พูดตรงไปตรงมา ไม่ปิดบังแม้แต่น้อย
ชัดเจนเสียจนฟังแวบเดียวก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร
อีกอย่าง เขาอายุไล่เลี่ยกับสวีซุ่ย ฟังดูแล้วความสัมพันธ์คงไม่ได้มีแค่คนรู้จักธรรมดา
ฉินหยุนโจวขมวดคิ้วเล็กน้อย ใช้ไม้ค้ำยันพยุงตัวก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ขวางอยู่ตรงหน้าสวีซุ่ย น้ำเสียงพลันหนักแน่นขึ้น
“ผมเอง”
“สหาย คุณคงจำผิดแล้ว”
“ผมกับเธอหมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็ก มีผู้ใหญ่ของทั้งสองครอบครัวเป็นพยาน คู่หมั้นคนก่อนของเธอมีแค่ผมคนเดียว”
“ถ้าคุณมีธุระอะไร เราไปคุยกันที่อื่นได้ ที่นี่เป็นภัตตาคารของรัฐ ผู้คนเดินขวักไขว่ ไม่เหมาะจะมารำลึกความหลังกัน”
สวีซุ่ยเองก็ไม่คิดว่าจะเจอหวังเจี้ยนลี่ที่นี่ ยิ่งไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมายืนขวางหน้าฉินหยุนโจวต่อหน้าผู้คน แล้วถามอะไรแบบนี้
