เสียงคำรามกึกก้องอยู่ข้างหู เนิ่นนานกว่าจะสงบลง
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร
ความมืดตรงหน้าเย่ไป๋จึงเริ่มมีแสงสว่างริบหรี่ พอให้มองเห็นภาพเบื้องหน้าได้อย่างเลือนราง
เวลานี้เขายังคงจมอยู่กับศึกสะเทือนฟ้าครั้งก่อน จนทำใจปล่อยวางไม่ได้
“ฟู่—”
หลังจากผ่อนลมหายใจยาว เย่ไป๋ก็กลับมามองเห็นได้ชัดเจนในที่สุด
เขามองไปข้างหน้า ม้าขาวสง่างามตัวนั้นหายไปแล้ว ส่วนตัวเขาก็ออกจากห้วงลึกอันแข็งแกร่งที่สุด กลับมายังวังวนสุญญากาศขนาดยักษ์
นักพรตยังคงยืนอยู่ตรงหน้าเย่ไป๋
เย่ไป๋สูดหายใจลึก พยายามเรียบเรียงความคิด
ในศึกสุดท้าย
คำพูดของพี่ใหญ่เห็นได้ชัดว่ามีความหมายแฝงอีกชั้น
ท่านใช้[ฝันดีเป็นจริง]!
เมื่อเป็นเช่นนี้ เย่ไป๋ก็ยิ่งเข้าใจคำว่า ‘วิญญาณยากสงบ’ ลึกซึ้งขึ้น
มันยากจะสงบลงจริง ๆ
ด้วยการใช้ฝันดีเป็นจริงเป็นครั้งสุดท้าย เศษเสี้ยววิญญาณของเมิ่งยีนจึงล่องลอยอยู่บนดาวสีน้ำเงิน ราวกับวิญญาณเร่ร่อน
เพราะเหตุนี้
จึงมีคำกล่าวว่า[เมิ่งยีนไม่เข้าสู่ห้วงลึก]
พลังที่ท่านเหลือทิ้งไว้มีแต่จะลดน้อยลงทุกครั้งที่ใช้
หากเข้าสู่ห้วงลึกอีกครั้ง ก็มีโอกาสสูงที่พลังจะไม่พอประคองการต่อสู้จนจบ ก่อนจะสลายไปอย่างสิ้นเชิง
ด้วยเหตุนี้เอง ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน มนุษยชาติก็ไม่มีทางเป็นฝ่ายขอให้เมิ่งยีนลงมือก่อน
มีเพียงอิ่งเก้าเท่านั้นที่สามารถเชิญเมิ่งยีนในสภาพเช่นนี้มาช่วยกักขังเซียวเหยาได้
พอมองย้อนกลับไปในตอนนี้
อาจไม่ใช่เมิ่งยีนที่กักขังเซียวเหยาไว้
แต่เป็นเซียวเหยาที่ไม่ยอมก้าวออกจากวงกลม เพื่อไม่ให้สภาพที่ย่ำแย่อยู่แล้วของเมิ่งยีนทรุดหนักลงไปอีก
