“ฮ่า ๆ...”
เทพมารองค์ที่สองถึงกับหลุดขำ!
เมื่อก่อนรู้แค่ว่าอสูรหน้าด้าน แต่ไม่คิดเลยว่าอสูรจะหน้าด้านได้ถึงขนาดนี้!
เทพมารองค์ที่สองมองอสูรกับเสวียเหมิงที่กำลังปล้นตำหนักจักรพรรดิมาร แล้วถามอย่างสงสัย
“เจ้าปล้นกับไม่ปล้น มันต่างกันตรงไหน?”
พอเป็นเรื่องเงิน เย่ไป๋ก็จริงจังขึ้นมาทันที เขาอธิบายให้เทพมารองค์ที่สองฟังอย่างละเอียด
“เงินที่ฉันเก็บได้ เป็นของที่ฉันหามาเอง
ส่วนของที่ปล้นมาจากสนามรบ ถือเป็นของริบ ต้องเอากลับไปแบ่งกัน”
เทพมารองค์ที่สอง:......
จะว่าเขาหน้าด้านก็ใช่ แต่คนคนนี้กลับรักษากฎอยู่เหมือนกัน!
แยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องส่วนรวมชัดเจน
แต่ถ้าจะบอกว่าเขารักษากฎ คนที่รักษากฎเขาทำเรื่องแบบนี้กันด้วยเหรอ?
ต่อหน้าเทพมารองค์ที่สอง เย่ไป๋กับเสวียเหมิงกวาดตำหนักจักรพรรดิมารจนเกลี้ยง
“พอได้แล้วมั้ง”
เย่ไป๋คำนวณคร่าว ๆ รอบนี้ฟันกำไรไปหลายล้านคุณูปการจอมสงคราม
“เผ่น ๆ ๆ!”
ทั้งสองกลายร่างเป็นลูกข่างหมุนติ้ว หนีออกจากที่เกิดเหตุทันที
ปล้นตำหนักจักรพรรดิมารต่อหน้าเทพมาร ต่อให้เสวียเหมิงมีพ่อบุญธรรมระดับจอมพลังถึงสองคน ก็ยังไม่กล้ากร่างขนาดนี้
ตามอสูรมา เสวียเหมิงถึงได้สัมผัสบารมีของผู้สืบทอดสายเลือดผู้แข็งแกร่งที่สุดเป็นครั้งแรก!
ผู้ใดเข้าใกล้ยอดฝีมือ ผู้นั้นย่อมประสบเคราะห์
คราวนี้
เคราะห์ตกใส่หัวเทพมารองค์ที่สองเข้าเต็ม ๆ
จะพูดให้ถูกก็คือ
หลังอสูรปรากฏตัว ชีวิตของเทพมารส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยราบรื่นนัก
แม้จะรู้สึกแปลก ๆ อยู่บ้างก็เถอะ
