ซูชิงเหอกุมแก้วน้ำไว้ในมือ ก้มหน้านิ่งเงียบอยู่นาน ราวกับกำลังคิดว่าจะเอ่ยปากยังไงดี
เจียงเชอก็ใจเย็นมาก เขารู้ว่าเรื่องบางเรื่องมันไม่ง่ายที่จะพูดออกมา ต้องใช้เวลาเตรียมใจ เขาจึงนั่งรอเธอเงียบ ๆ มาตลอด
ผ่านไปครู่ใหญ่ ซูชิงเหอถึงได้ตาแดงเรื่อ พูดเสียงเบาเป็นห้วง ๆ ว่า
“ครอบครัวฉัน…ล้มละลาย”
“พ่อแม่ฉัน…ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้”
“พวกญาติ…ขายบ้านของครอบครัวเรา แล้วไล่ฉันออกมา…”
“ฉันไปหาเหตุผลกับพวกเขา แต่พวกเขา…พวกเขาหาคนมาทำร้ายฉัน…หลังจากนั้น…ดวงตาฉันก็…”
เธอไม่ได้พูดต่อ แต่เจียงเชอฟังถึงตรงนี้ก็เข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง
นี่มันพวกสัตว์เดรัจฉานชัด ๆ เลยไม่ใช่เหรอ? ญาติที่ไหนมันจะทำกันแบบนี้?
หมัดของเจียงเชอกำแน่นขึ้นทันที ไฟโทสะพุ่งจากในใจตรงขึ้นสู่สมอง
เขาเคยเห็นคนหน้าด้านมาแล้ว แต่ไม่เคยเห็นใครหน้าด้านได้ขนาดนี้!
แย่งทรัพย์สมบัติคนอื่นก็พอแล้ว ยังจะทำร้ายคนจนตาบอดแล้วโยนออกมาอีก?
เขามองดูเด็กสาวตรงหน้าที่หดตัวอยู่ในโซฟา แม้แต่หัวก็ไม่กล้าเงยขึ้นมา ความหงุดหงิดในใจจากเรื่องหลินหว่านหว่านพลันเปลี่ยนเป็นความเดือดดาลต่อพวกสารเลวพวกนั้นทั้งหมด
“จากนี้ไปเธออยู่ที่นี่”
คำพูดนี้ของเจียงเชอไม่ใช่การปรึกษา น้ำเสียงของเขาหนักแน่นมาก เป็นการแจ้งต่อซูชิงเหอ
ซูชิงเหอได้ยินก็รีบเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่ไร้แวว“มอง”มายังทิศทางของเขา ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก มือน้อย ๆ โบกไปมาอย่างรวดเร็ว
“ไม่ได้ ๆ แบบนี้ได้ยังไง! รบกวนนายมากเกินไปแล้ว!”
พลางโบกมืออย่างแรง เธอก็ลุกขึ้นอย่างโซเซ “ฉัน…ฉันไปเดี๋ยวนี้แหละ”
สำหรับเธอ การที่เจียงเชอช่วยเธอจากพวกอันธพาล แล้วพาเธอกลับมาอาบน้ำ ก็เป็นบุญคุณอันใหญ่หลวงแล้ว
เธอจะมารบกวนเจียงเชอต่อไปได้ยังไง?
“ไป? จะไปที่ไหน?”
เจียงเชอเห็นดังนั้นก็กดไหล่เธอไว้ไม่ให้ลุก แล้วกดเธอกลับลงไปที่โซฟา “จะกลับไปที่ซอยนั้น คุ้ยถังขยะต่อ หรือรอให้พวกอันธพาลมาหาเธออีก?”
น้ำเสียงเขาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คำพูดก็เหมือนมีดที่ทิ่มแทง จนซูชิงเหอถึงกับสะท้านทั้งร่าง หน้าซีดลงอีก
เธอกัดริมฝีปาก พูดอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง “แต่ว่า…แต่ฉันไม่ควรมาสร้างปัญหาให้นายอีก…”
“จะเป็นปัญหาหรือเปล่าฉันเป็นคนตัดสิน”
เจียงเชอพูดแทรกเธอขึ้น น้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้นอีกนิด “ในเมื่อฉันอุตส่าห์เก็บเธอมาแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบจนถึงที่สุด”
“ถ้าเธอรู้สึกเกรงใจจริง ๆ งั้นรอวันหลังหาทางคืนฉันก็แล้วกัน”
ถึงแม้เจียงเชอจะพูดว่าให้เธอคืนในภายหลัง แต่จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้คิดจะใส่ใจเลยสักนิด
เพราะสำหรับเขาแล้ว การช่วยซูชิงเหอเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย และทั้งคู่ก็นับว่าเป็นเพื่อนกันครึ่งหนึ่ง เมื่อเป็นเพื่อนกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็เป็นสิ่งที่สมควร
ซูชิงเหอถูกท่าทีทรงอำนาจของเขาทำให้ตะลึง เธอไม่กล้าพูดอะไรอีก ได้แต่กำชายเสื้ออย่างประหม่า นั่งตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น
เจียงเชอเห็นท่าทางเหมือนเธอจะแตกสลายอยู่ร่อมร่อ ก็รู้ตัวว่าน้ำเสียงตัวเองหนักเกินไป
เขาลดเสียงลง “เอาล่ะ เรื่องนี้ตกลงตามนี้”
“ตอนนี้เธอเป็นคนไข้ ยังเป็นคนตาบอดอีก ถ้าออกไปข้างนอกก็มีแต่ทางตาย”
“บ้านฉันน่ะใหญ่โต จะมีเธอเพิ่มอีกคนก็ไม่มากตรงไหน เธอก็อยู่ที่นี่ให้สบายใจเถอะ อย่าคิดมากเรื่องอื่น”
ซูชิงเหอรู้ว่าถ้าเธอยังปฏิเสธอีกคงเป็นการอกตัญญู
และตอนนี้เธอก็ไม่มีที่ไปจริง ๆ ดวงตาก็มองไม่เห็น ไม่มีเงิน ไม่มีแม้แต่มือถือ เสื้อผ้ายังต้องยืมของเจียงเชอใส่
ถ้าเธอกลับไปใช้ชีวิตเร่ร่อนข้างนอกจริง ๆ พวกอันธพาลนั่นต้องตามหาเธอเจอแน่…
ซูชิงเหอยื่นมือไปลูบโซฟาหนังแท้ข้างตัว สัมผัสนุ่ม ๆ ทำให้เธอรู้สึกติดใจ
งั้นเธอ…ก็อยู่ที่นี่กับเจียงเชอแล้วกัน
รอให้เธอมีโอกาสเมื่อไหร่ จะต้องตอบแทนเขาให้ดี ๆ
คิดถึงตรงนี้ ซูชิงเหอก็ยิ้มหวานให้กับเจียงเชอ “ถ้าอย่างนั้น…ขอบคุณนะ เจียงเชอ”
หยุดไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนเธอจะนึกอะไรขึ้นได้อีก จึงถามอย่างระมัดระวังว่า “เอ่อ…ที่ฉันพักที่นี่ จะรบกวนคุณลุงคุณป้าหรือเปล่า?”
“ถ้ารบกวน ฉันก็…”
“เรื่องนี้เธอสบายใจได้เลย พ่อแม่ฉันไม่ได้อยู่กับฉัน ที่นี่มีแค่ฉันคนเดียว” เจียงเชอรีบขจัดความกังวลของเธอทันที “เพราะฉะนั้นเธออยู่ที่นี่ให้สบายใจได้เลย ไม่ต้องคิดมาก”
“อ้อ ค่ะ…” ซูชิงเหอพยักหน้าอย่างเคอะเขิน
พอเคลียร์เรื่องที่พักได้ ก้อนหินใหญ่ในใจของเจียงเชอก็ตกลงไปเสียที
เขามองดูผมของซูชิงเหอที่ยังเปียกอยู่ จึงลุกไปหาไดร์เป่าผมมา
พลางดูท่าทางเป่าผมของซูชิงเหอ เจียงเชอก็เริ่มจ้องมองใบหน้าของเธอเหม่ออีกครั้ง
จนกระทั่งท้องของเขาร้องขึ้นมาอย่างไม่เป็นเวลา
เจียงเชอถึงนึกขึ้นได้ว่า วันนี้ตัวเองก็ยังไม่ได้กินอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลย
แถมดูซูชิงเหอที่ผอมบางแบบนี้ หนึ่งเดือนที่ผ่านมาคงไม่ได้กินอิ่มหนำสำราญเท่าไหร่
คิดได้ดังนั้น เจียงเชอก็หยิบมือถือขึ้นมา เปิดแอปสั่งอาหาร “อยากกินอะไร?”
ซูชิงเหอตอนแรกไม่ได้ยินที่เจียงเชอพูด จนรู้สึกว่ามีใครมาตบไหล่ เธอถึงรีบปิดไดร์เป่าผม “ว่าไงนะ?”
เจียงเชอถามอีกครั้ง ซูชิงเหอชะงักไปนิดหน่อย ก่อนจะส่ายหน้า “อะไรก็ได้…ได้หมด”
อะไรก็ได้อีกแล้ว
เจียงเชอไม่อยากถามต่อ กดสั่งร้านอาหารโฮมเมดที่เรตติ้งดีใกล้ ๆ ทันที สั่งข้าวต้มหมูสับไข่เยี่ยวม้าแบบจืด ๆ แล้วเติมกับข้าวอีกสองสามอย่าง
ระหว่างรออาหาร ในห้องนั่งเล่นเงียบกริบจนน่าขนลุก มีเพียงเสียงหายใจของทั้งสองคนที่เบาและหนักสลับกัน
ซูชิงเหอเป่าผมเสร็จแล้วก็นั่งอยู่ตรงมุมโซฟาอย่างเรียบร้อย ไม่พูดอะไร สงบนิ่งเหมือนตุ๊กตายัดนุ่น
เจียงเชอรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย เกาหัวอยากหาหัวข้อคุย แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร
ทำได้แค่หยิบมือถือขึ้นมาแกล้งเล่น แต่ที่จริงแล้วหางตาคอยมองซูชิงเหออยู่ตลอด
เด็กสาวเหมือนจะนั่งจนเมื่อย เปลี่ยนท่าเป็นชันเข่ากอดไว้ตรงมุมโซฟา แต่ก็ยังนั่งนิ่งไม่ไหวติง
เหมือนสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่ถูกทั้งโลกทอดทิ้ง น่าสงสารมาก
ไม่นาน กริ่งประตูก็ดังขึ้น
เจียงเชอเหมือนได้รับการปลดปล่อย ดีดตัวจากโซฟาราวกับติดสปริง วิ่งไปเอาอาหารที่ประตู แล้วเดินเข้าไปในห้องอาหาร จัดข้าวกับกับข้าววางบนโต๊ะอาหาร
“มากินข้าว”
เขาตะโกนบอก ซูชิงเหอรับคำ “อ้อ” ทันที จากนั้นก็ค่อย ๆ คลำทางลุกขึ้น แล้วเดินตามทิศทางของเสียงมา
เจียงเชอมองดูเธอยื่นมือ คลำทางไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง กลัวว่าจะชนอะไรสักอย่าง ในใจก็ถอนหายใจอีกครั้ง
เขาเดินเข้าไปจับข้อมือเธอโดยตรง “ทางนี้”
ข้อมือของซูชิงเหอเล็กบางมาก ผิวนุ่มลื่น สัมผัสดี
เจียงเชอพาเธอมานั่งลงที่โต๊ะอาหาร แล้วยัดตะเกียบกับช้อนใส่มือเธอ
“นี่ ฉันสั่งข้าวต้มมาให้ชามนึง กินเองได้ไหม?”
ซูชิงเหอกำตะเกียบกับช้อนไว้อย่างเรียบร้อย ปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็กน้อย “ฉันกินเองได้ค่ะ”
เจียงเชอไม่วางใจ นั่งมองดูอยู่ข้าง ๆ เห็นว่าเธอกินเองได้จริง ๆ ถึงนั่งลงตรงข้ามเธอแล้วลงมือกินบ้าง
มื้อนี้ผ่านไปอย่างเงียบเชียบ
เจียงเชอกินเร็ว ไม่กี่คำก็หมดชาม
เขาเงยหน้าขึ้น ก็พบว่าซูชิงเหอยังคงตักข้าวต้มเข้าปากทีละน้อย ๆ ผ่านไปครึ่งค่อนวันข้าวต้มยังดูแทบไม่ลดลงเลย
เธอกินช้ามาก และระมัดระวังมาก คงเพราะกลัวว่ามองไม่เห็นแล้วจะทำเลอะเทอะ สร้างความลำบากให้เจียงเชอ
เสียงช้อนกระทบชามดังเบา ๆ
เจียงเชอมองดูท่าทีระมัดระวังของเธอแบบนี้ ในใจก็คละเคล้าหลากอารมณ์
กำลังเงียบ ๆ ทอดถอนใจกับความไม่ยุติธรรมของโชคชะตา ก็ได้ยินเสียงเบาหวิวเหมือนยุงบินดังมาจากฝั่งตรงข้าม
“เอ่อ…เจียงเชอ”
“หืม?” เจียงเชอเชยคางขึ้น
ซูชิงเหอหยุดมือ กุมชามข้าวต้มไว้ หันไปทางเขา แล้วพูดเบาแผ่วว่า
“ขอบคุณนะ”