เขาเจ็บจนขดตัวงอ
ทว่ามือที่กำธงไว้ก็ยังไม่ยอมปล่อย เพราะออกแรงมากเกินไป เส้นเลือดที่หลังมือจึงปูดโปนขึ้นมา
สายตาของสือชูตกลงบนกลุ่มคนที่กำลังรุมทำร้ายเฉิงจ้วงจ้วง พวกเขามีทั้งหมดห้าคน อายุราวยี่สิบปี ในจำนวนนี้สามคนมีระดับพลังขั้นบรรลุธรรมอริยะขั้นสิบ ที่เหลืออีกสองคน หนึ่งคือขั้นบรรลุเซียนขั้นสอง อีกหนึ่งคือขั้นบรรลุเซียนขั้นสาม
ส่วนเด็กหนุ่มชุดแพรผู้สูงศักดิ์ แม้จะมีเพียงขั้นบรรลุธรรมอริยะขั้นห้า แต่พลังวิญญาณบนร่างของเขาพวยพุ่งพล่าน เห็นได้ชัดว่าเขาพกพาของวิเศษติดตัวไม่น้อย
ที่สำคัญที่สุด เมื่อดูจากท่าทีของคนรอบข้างที่มีต่อเขา อำนาจที่อยู่เบื้องหลังของเขาย่อมสูงส่งมากในทวีปบูรพา ไม่ควรหาเรื่อง
เมื่อคิดได้ดังนั้น สือชูและพวกจึงกะจะล่าถอยออกไปอย่างแนบเนียนไร้สุ้มเสียง
แต่ชั่วขณะนั้น คนทั้งสองที่มีระดับขั้นบรรลุเซียนก็พบตัวพวกเขาเข้า
ทั้งคู่หันขวับมา มองไปทางที่สือชูและพวกอยู่
เสียงตวาดก้องขึ้นพร้อมกัน
“ใคร!”
“ใครอยู่ตรงนั้น!”
ประโยคนี้ดึงความสนใจของทุกคนมาไว้ที่พวกเขา
พวกนั้นหยุดรุมทำร้ายเฉิงจ้วงจ้วง แล้วมองตามสายตาของสองคนนั้น ไปยังจุดที่สือชูและพวกอยู่เช่นกัน
เมื่อถูกพบแล้ว สือชูและพวกก็จนใจต้องก้าวออกมาจากหลังต้นไม้
เหยียนเฉินจิ่นยิ้มกล่าวกับคนทั้งหลายว่า “พวกเราก็แค่ผ่านทาง ไม่ได้ตั้งใจจะรบกวน พวกท่านทำต่อไปเถิด”
เด็กหนุ่มชุดแพรหรี่ตาลงเล็กน้อย สำรวจสือชูและพวกอย่างไร้อากัปกิริยา
