หลังจากเข้าไปนั่งในห้องแล้ว หวงจวิ้นข่ายไม่ได้เอ่ยปาก เพียงเหลือบมองเฉินไห่ซึ่งนั่งอยู่ข้างกาย เป็นเชิงให้เขาเริ่มพูด
เฉินไห่เข้าใจความหมาย จึงมองบัณฑิตหนุ่มแล้วถามว่า “ฟ่านชู ได้ยินว่าเจ้ามีคนรักอยู่ที่หอชุ่ยเซียงหรือ?”
“ขะ...ขอรับ ใต้เท้าเหยา เหอฮวาก่อเรื่องอะไรหรือขอรับ?”
พอฟ่านชูได้ยินมือปราบถามเช่นนั้น หัวใจก็พลันสะดุดวูบ ยิ่งกระวนกระวายใจขึ้นไปอีก นึกไปว่าเหอฮวาทางนั้นก่อเรื่องอะไรหรือไม่
“ไม่ใช่เช่นนั้น เพียงแต่ใต้เท้าของพวกเรามีเรื่องอยากขอให้เจ้าช่วย ตอนนี้ที่ถามก็เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์เบื้องต้น ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับคนรักเป็นอย่างไรบ้าง?”
เฉินไห่โบกมือแล้วถามต่อ
“รักกันมาตั้งแต่เด็ก รู้ใจกันดุจพิณคลอเสียงพิณ เป็นคู่รักวัยเยาว์ที่ไร้เดียงสาต่อกัน พบคนเก่งคู่ควร...เข้ากันได้อย่างไร้ช่องว่าง...”
เมื่อได้ยินคำถามของอีกฝ่าย ฟ่านชูก็คลายใจลงเล็กน้อย เอ่ยคำพรรณนาหลายคำรวดเดียวเท่าที่ตนนึกออก ขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดว่าบัณฑิตยากจนอย่างเขาจะช่วยอีกฝ่ายเรื่องใดได้
“นางตกอยู่ในหอโคมเขียวแล้ว เจ้าไม่รังเกียจหรือ?”
เฉินไห่มองเขาอย่างสงสัย คล้ายกำลังแยกแยะว่าอีกฝ่ายพูดจริงหรือไม่ เรื่องที่ใต้เท้าต้องการให้เขาทำนั้นเสี่ยงอันตราย หากอ่านใจอีกฝ่ายไม่ออกคงไม่ได้การ
เวลานี้เองที่ต้องทดสอบความรักระหว่างฟ่านชูกับคนรักของเขา
“ใต้เท้า เหอฮวางดงามถึงเพียงนั้น พวกเราเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก หากครอบครัวข้าไม่ยากจนจนไม่มีสินสอดมากพอ นางคงเป็นภรรยาข้าไปนานแล้ว ข้าก็เป็นแค่บัณฑิตยากจนคนหนึ่ง จะไปถือสาอะไรได้...”
ฟ่านชูตอบเรื่องนี้อย่างปล่อยวางยิ่ง
ที่จริงตอนแรกเขาก็ใส่ใจมาก เพราะนางคือเพื่อนเล่นวัยเยาว์ที่เติบโตมาด้วยกัน เขาปักใจมานานแล้วว่านางจะเป็นภรรยาของตน ทว่าครอบครัวขัดสนเงินทอง บิดาของเหอฮวายังเรียกสินสอดสูงลิ่ว เขาจึงจำใจตัดใจ ช่วงหนึ่งหรือสองปีแรกเขาห่อเหี่ยวอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่ยามดึกสงัดนึกถึงเหอฮวาที่ต้องร่วมเตียงกับคนไม่ซ้ำหน้าในแต่ละคืน ใจก็แสนทุกข์ทรมาน จนหลับไม่ลงต่อเนื่องหลายเดือน
