“เป็นเจ้า?!”
อู่ลี่หมิงเห็นพี่สี่มองไปทางอู่ซื่อ สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นเดือดดาล เขาชี้ไปยังจักรพรรดิไท่คังด้วยมือสั่นเทา ทั้งร่างสั่นระริกด้วยความโกรธ ราวกับอีกประเดี๋ยวก็จะเป็นลมล้มพับ
“ท่านอ๋อง!”
พระชายาเซียงอ๋องรีบประคองเขาไว้ แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
“ไม่ใช่ข้า แต่เป็นตัวเจ้าเองต่างหาก น้องสิบแปด”
จักรพรรดิไท่คังส่ายหน้าอย่างสงบนิ่ง มองเขาโดยไม่รู้สึกละอายแม้แต่น้อย
“ข้าเอง? น่าขันสิ้นดี”
อู่ลี่หมิงหัวเราะอย่างขมขื่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยโทสะ ก่อนมองเขาด้วยแววตาของคนต่ำช้าที่ไม่กล้าประจันหน้าอย่างตรงไปตรงมา
“เป็นตัวเจ้าเองจริง ๆ หากเจ้าไม่เกิดความทะเยอทะยาน ไม่ฝึกฝน[เคล็ดประทานมารสวรรค์]และไม่เพ้อฝันจะหลอมรวม[วิชามังกรอสูร]กับ[เคล็ดประทานมารสวรรค์]จนบรรลุการรวมมารสวรรค์ เจ้าก็คงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ รู้หรือไม่ว่าเหตุใดพวกพี่น้องของเราจึงฝึกฝนวิชาลับของเสด็จพ่อมาตั้งแต่เด็ก มีเพียงเจ้าที่ฝึก[วิชามังกรอสูร]ซึ่งเสด็จพ่อคิดค้นขึ้นเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ?”
“ครั้นเมื่อครั้งนั้นที่อี้เทียนตี๋กับเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งลัทธิมารร่วมกันวางแผนต่อสายเลือดของเสด็จพ่อ เสด็จพ่อก็ล่วงรู้แล้วว่าอี้เทียนตี๋เข้าใจความลับของการรวมมารสวรรค์ ความลับนี้อาจอยู่ในตัวเจ้า เสด็จพ่อจึงตั้งใจคิดค้น[วิชามังกรอสูร]ให้เจ้าโดยเฉพาะ วิชานี้ผสานกับชีพจรมารในร่างเจ้าแล้วมีอานุภาพแข็งแกร่ง ทั้งยังฝึกฝนได้รวดเร็ว ดูประหนึ่งเสริมส่งกับ[เคล็ดประทานมารสวรรค์] แต่แท้จริงแล้ววิชาทั้งสองไม่ได้มีต้นกำเนิดเดียวกัน หากผู้ใดหลอมรวมวิชาทั้งสองเข้าด้วยกัน เมื่อลงมือกระตุ้นพลัง ปราณแท้จะไหลย้อนกลับ อย่างเบาก็สูญเสียพลังบำเพ็ญ กลายเป็นคนธรรมดา อย่างหนักก็... หากเจ้าไม่ทะเยอทะยานอยากเป็นจักรพรรดิ ไม่ฝึก[เคล็ดประทานมารสวรรค์]ด้วยหวังจะบรรลุการรวมมารสวรรค์ เสด็จพ่อเคยสั่งข้าไว้ ให้คุ้มครองเจ้าเป็นอ๋องผู้เสเพลสุขสำราญไปตลอดชีวิต”
