ภายในวังหลวง จักรพรรดิไท่คังกำลังฝึกคัดอักษร อันเค่อไห่เดินเร่งรีบเข้ามา
“ฝ่าบาท องค์หญิงฉางหนิงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
อันเค่อไห่ทนมองอักษร “บู๊” ที่จักรพรรดิไท่คังเขียนออกมาอย่างน่าเวทนาไม่ไหว จึงเอ่ยเสียงเบา
“ให้นางเข้ามา”
จักรพรรดิไท่คังวางพู่กันลง สะบัดมือคราหนึ่ง ผลงานชิ้นเอกบนโต๊ะก็หายวับไป
“เสด็จลุง!”
ฉางหนิงเดินเข้ามาในท้องพระโรง ถลึงตาใส่อันเค่อไห่อย่างดุดันก่อนจะถวายคำนับจักรพรรดิไท่คัง แล้วไม่รอให้พระองค์ตรัสก็เดินไปยืนข้างกายเอง
“วันนี้วันอะไรหรือ ถึงมีเวลามาเยี่ยมข้า?”
จักรพรรดิไท่คังมองท่าทางของหลานสาวสุดที่รักแล้วถามอย่างขบขัน
“เสด็จลุง สำนักฉินเทียนรู้ตัวตนของลี้คิมฮวงใช่หรือไม่?”
ฉางหนิงคล้องแขนจักรพรรดิไท่คังแล้วถาม
“เจ้าแลกเปลี่ยนเคล็ดวิชากับเขาไปแล้วมิใช่หรือ ยังจะสืบเรื่องของเขาไปทำไมอีก?”
จักรพรรดิไท่คังเลิกคิ้ว
บนทำเนียบยอดอัจฉริยะคงมีเพียงตัวอักษร ไม่มีภาพวาดกระมัง?
เหตุที่พระองค์ไม่เปิดเผยความลับของเจ้าหนุ่มตระกูลหวง ประการแรก เพราะการที่โอรสสวรรค์ผู้สูงส่งเช่นพระองค์เปิดโปงความลับของผู้อื่นนั้นไม่สมควร พระองค์ต่างจากเสด็จพ่อ อย่างน้อยก็ยังมีหลักศีลธรรมพื้นฐานในการเป็นคนอยู่
ประการที่สอง เจ้าหนุ่มผู้นั้นซ่อนระดับการฝึกฝนของตน ทั้งเคล็ดวิชาที่ใช้ก็ไม่ใช่ของตระกูลหวง คงมีเหตุผลของเขาอยู่ พระองค์เองก็อยากรู้ว่าเจ้าหนุ่มผู้นั้นจะเหมือนในนิยายหรือไม่ อยู่ดี ๆ ก็ไปฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์คนหนึ่งจนได้เรียนวรยุทธ์มาทั้งกาย แล้วอาจารย์ผู้นั้นมีศัตรูคู่แค้นอะไร ถึงได้สั่งให้เขาปกปิดระดับการฝึกฝนก่อนตาย
พระองค์สั่งให้อันเค่อไห่ปล่อยข่าวฉายาที่เจ้าหนุ่มผู้นั้นใช้พรางตัวออกไป ก็เพื่อจะล่อศัตรูคู่แค้นออกมา
วิชามีดบินที่แม้แต่พระองค์ยังเห็นว่าน่าทึ่ง ประกอบกับวิชาตัวเบาระดับปฐพีอันหาได้ยากเช่นนั้น เขายังกลัวว่าศัตรูคู่แค้นจะมาหาถึงที่ ศัตรูผู้นี้คงไม่ธรรมดา
