“อย่าเพิ่งพูด! ฟังเขาก่อนว่าอย่างไร”
หวงฟู่เฉิงถลึงตามองบุตรชายทั้งสอง ก่อนจะค่อย ๆ สงบจิตใจลง
“เรื่องนี้...ข้าก็ไม่แน่ใจ ตอนนั้นข้าตรวจสอบสายเลือดให้เจ้าหนุ่มนั่น บนผังตระกูลไม่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติใด ๆ ตอนนั้นเจ้าหนุ่มนั่นต้องไม่มีวรยุทธ์แน่”
เมื่อต้องถูกคนกลุ่มหนึ่งซึ่งอาวุโสที่สุดก็รุ่นปู่ย่าตายายจ้องเขม็ง ชายหนุ่มก็รู้สึกกดดันอย่างยิ่ง จึงเอ่ยอย่างระมัดระวัง
ตอนนี้เจ้าหนุ่มนั่นมีวรยุทธ์หรือไม่ เขาไม่รู้ แต่ในตอนนั้นเขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าอีกฝ่ายไม่มีวรยุทธ์
เพราะเจ้าหนุ่มนั่นไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ ตอนที่ท่านอาจิ่นหรงให้เขาไปฝากฝังอีกฝ่ายเข้ากรมขุนนาง เขาจึงจัดให้เจ้าหนุ่มนั่นเป็นนายอำเภอในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งอย่างส่ง ๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก ใครจะรู้ว่าเจ้าหนุ่มนั่นจะเข้าตาองค์หญิงฉางหนิงเข้าเสียได้
ไม่รู้เลยว่านี่เป็นพรหรือเคราะห์กันแน่...
“......”
เมื่อหวงฟู่เฉิงได้ยินเช่นนั้น ก็ไม่ได้ซักไซ้คนรุ่นหลัง เพียงโบกมือให้เขาออกไป
“ท่านพ่อ ท่านสงสัยว่าเจ้าหนุ่มนั่นมีวรยุทธ์ เป็นยอดฝีมือขั้นกำเนิดฟ้าทั้งที่อายุเพิ่งยี่สิบต้น ๆ หรือขอรับ?”
หลังคนรุ่นหลังออกไปแล้ว หวงซื่อจวินก็ถามอย่างไม่เกรงใจ บุตรหลานคนอื่น ๆ ต่างพากันมองบิดาและท่านปู่ของตน พวกตระกูลหวงลำบากมานานเหลือเกิน!
หากคนรุ่นหลังยังไม่มีอัจฉริยะผู้ค้ำจุนตระกูล อนาคตของตระกูลหวงคงน่าเป็นห่วง
ก่อนหน้านี้เหตุใดองค์หญิงฉางหนิงถึงปลดคนรุ่นหลังในสายรองของพวกเขา แล้วพระสนมหรงต้องไปเป่าหูฝ่าบาทถึงข้างพระแท่นบรรทม?
ก็เพราะคนรุ่นหลังคนนั้นเพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นกำเนิดฟ้าตอนอายุสามสิบมิใช่หรือ? หากเป็นเมื่อก่อน คนที่ติดอยู่จนถึงอายุสามสิบกว่าจะเข้าสู่ขั้นกำเนิดฟ้า ต่อให้องค์หญิงปลดเขา พวกเขาก็ไม่พูดอะไรสักคำ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว คนรุ่นหลังของตระกูลหวงตกต่ำจนหมดสิ้น คนที่ก้าวเข้าสู่ขั้นกำเนิดฟ้าตอนอายุสามสิบยังกลายเป็นตัวเลือกสำรองไปเสียได้
