“เกิดมาก็ขาดขาไปข้างหนึ่ง จิตใจย่อมมืดมนอยู่บ้าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงขันทีเฒ่าที่ไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่มากี่ปีแล้ว”
ฟางถงแบมือกล่าว
“...ก็มีเหตุผลนะ”
“เดี๋ยวก่อน...ในเมื่อเป็นถึงอันดับสามใต้หล้าแล้ว ยังงอกคืนมาไม่ได้อีกหรือ?”
หวงจวิ้นเซิงกำลังจะพยักหน้าเห็นด้วย แต่จู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าขันทีใหญ่ผู้นั้นเป็นถึงอันดับสามใต้หล้าตัวจริง วิชาของโลกนี้ก็พิสดารเกินธรรมดา ยอดฝีมือขั้นทะลวงฟ้าคงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นตัวตนแข็งแกร่ง ขั้นควบรวมลักษณ์ยังมีอาณาเขตได้เลย หากขั้นทะลวงฟ้าฟื้นฟูแขนขาที่ขาดได้ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกกระมัง?
ไหน ๆ ก็เรียกว่าขั้นทะลวงฟ้าแล้ว น่าจะมีความสามารถเช่นนี้อยู่แล้วกระมัง?
“เรื่องนี้...ขั้นทะลวงฟ้าฟื้นฟูแขนขาที่ขาดได้จริง ส่วนเหตุใดเขาจึงเป็นเช่นนั้น ข้าก็ไม่ทราบ อาจเกี่ยวข้องกับวิชาที่ฝึกกระมัง”
ฟางถงยักไหล่
หวงจวิ้นเซิงพยักหน้า คิดดูก็ใช่ ในฐานะบุรุษ ใครมันจะอยากเป็นขันทีไปหลายร้อยปีกันล่ะ?
บางทีอีกฝ่ายอาจฝึกวิชาประเภทคัมภีร์ทานตะวันหรือวิชากระบี่ขจัดมารก็เป็นได้
........
ฟางถงพักอยู่ในที่ว่าการอำเภอ
เรื่องกลับไม่เป็นไปตามที่พวกเขาคิด ตลอดสองวันที่ฟางถงพักอยู่ที่นี่ กลับไม่มีมือสังหารที่เซียงอ๋องส่งมาปรากฏตัวเลย
วันนี้ฟางถงกำลังเล่าเรื่องเกร็ดประวัติศาสตร์ยุทธภพกับความลับในราชวงศ์ให้หวงจวิ้นเซิงฟัง
ต้องยอมรับว่าเรื่องเกร็ดประวัติศาสตร์ที่ฟางถงรู้มีมากมายเหลือเชื่อ ไม่รู้ว่าเขาแต่งขึ้นเองหรือไปอ่านมาจากที่ใด แต่สองวันนี้พอมีเวลาว่างก็จะเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฟังอยู่เรื่อย
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปฐมจักรพรรดิอู่อู๋ตี๋ กับศิษย์สืบทอดแท้จริงคนหนึ่งของสำนักเพียวเหมี่ยวที่เคย...เอ่อ...พัวพันกัน
