“จำลอง...จำลองเหตุการณ์จริงหรือ?”
สื่อเจินเซียงชะงักไปก่อนจะเห็นรอยยิ้มที่ใต้เท้ามองนาง คล้ายกับรอยยิ้มของหวังเหล่าเอ้อร์บ้านข้าง ๆ ยามมองนางไม่มีผิด จึงก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย
แม้จะรู้สึกกระดากอยู่บ้าง แต่หากคุณชายรูปงามอย่างใต้เท้าลงมือด้วยตัวเอง นางก็ไม่ขัดข้อง...
“ไม่มีใครคัดค้านแล้วใช่หรือไม่?”
“ใครก็ได้ ไปยกม้านั่งหินตรงนั้นเข้ามา”
เมื่อเห็นทั้งสามคนในศาลาว่าการไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ หวงจวิ้นเซิงจึงถือว่าพวกเขาเห็นด้วย แล้วสั่งให้คนไปยกม้านั่งหินหนักราว ๆ ร้อยกว่าจินเข้ามา
ทุกคนทำหน้างุนงง ไม่เข้าใจว่าการจำลองเหตุการณ์เมื่อคืนจะต้องใช้ม้านั่งหินไปทำไม
พอมือปราบยกม้านั่งหินเข้ามา หวงจวิ้นเซิงก็กวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะพบชายวัยกลางคนคนหนึ่งในกลุ่มคนที่มุงดูอยู่ตรงประตู รูปร่างพอ ๆ กับจี้ป๋อชู...สูงโย่งผอมเพรียวเหมือนกัน แต่กำยำกว่าจี้ป๋อชูเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยกระ จุดเด่นเป็นดวงตาสามเหลี่ยม ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง อีกทั้งสายตายังวนเวียนสำรวจสื่อเจินเซียงไม่หยุด หวงจวิ้นเซิงพลันตาเป็นประกาย
“เจ้า...ใช่แล้ว เจ้านั่นแหละ มานี่”
หวงจวิ้นเซิงชี้ไปยังชายหนุ่มตาสามเหลี่ยมที่ประตูแล้วตะโกนเรียก
“ข้าหรือ?”
ชายวัยกลางคนตาสามเหลี่ยมที่ถูกเรียกขานเห็นใต้เท้าคล้ายกำลังเรียกตน จึงชี้ตัวเองอย่างไม่แน่ใจ
“ใช่ เจ้านั่นแหละ มานี่”
หวงจวิ้นเซิงพยักหน้า
“ขะ...ข้าน้อยหยางซีโก่ว คารวะใต้เท้า!”
