“ฉันไปส่งเธอที่หอ” พอกลิ่นหอมหวานของลูกพีชจางหายไป หานเจินก็เผลอใจลอยไปชั่วขณะ คิดว่าเมิ่งอู๋คงใช้น้ำหอม ไม่อย่างนั้นกลิ่นถึงยังติดอยู่แบบนี้ ส่วนกลิ่นสะระแหน่ของเขาคงหายไปแล้ว
กำลังคิดอยู่ ก็ได้ยินเมิ่งอู๋พึมพำว่า “มีกลิ่นข้าวติดอยู่เต็มไปหมด”
สีหน้าหานเจินแข็งค้างทันที
“ไปซื้อน้ำยาบ้วนปากมาใช้บ้าง รู้ไหม” เมิ่งอู๋เตะเขาอีกที
ไม่จูบก็ไม่จูบสิ หานเจินคิดในใจ แต่ปากกลับตอบว่า “รู้แล้ว”
ขากางเกงของเขาคงมีรอยรองเท้าอยู่หลายรอย พอก้มลงมองก็เห็นคราบสีเทาเป็นปื้น ๆ หลายจุด เขาเงยหน้ามองรองเท้าผ้าใบสีขาวของเมิ่งอู๋อีกที
“ฉันไม่กลับหอ ฉันจะไปห้องสมุดด้วย” เมิ่งอู๋บอก
ตอนเที่ยงหานเจินจะไปห้องสมุด
“ห้องสมุดมีแต่ต้องนั่ง แล้วเมื่อกี้เธอไม่ได้บอกว่าง่วงหรือไง” หานเจินรู้จักนิสัยเธอดี
คุณหนูคนนี้แสนจะเอาแต่ใจ นอนได้ก็ไม่นั่ง นั่งได้ก็ไม่ยอมยืน
เมิ่งอู๋กลอกตา “ฉันไม่สน ฉันจะไป”
ที่จริงร่างเดิมกลับหอก็ไม่ได้นอนหรอก เอาแต่เล่นโทรศัพท์
นี่จะไปทำให้ซ่งฉือหยี่โมโหหรือไง? หานเจินนึกขึ้นมาเป็นอย่างแรก
เขามักเจออีกฝ่ายที่ห้องสมุด
“นั่งอยู่ที่นั่นไม่สบายเท่านอนบนเตียงหรอก”
“โอ๊ย พูดมากจริง รีบไปกันเถอะ” เมิ่งอู๋ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว หานเจินเม้มปาก อยากปฏิเสธแต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร
พวกเขาเดินทางไปถึงห้องสมุด ตอนเที่ยงวันแบบนี้มีคนตั้งใจอ่านหนังสือและเรียนกันอยู่เต็มไปหมด เมิ่งอู๋พลันเกิดความนับถือขึ้นมาในใจ
มีความมุ่งมั่นขนาดนี้ ทำอะไรก็ต้องสำเร็จแน่!
“ช่างเถอะ ไม่เข้าไปแล้ว ฉันกลับละ” เมิ่งอู๋เปลี่ยนใจ ไม่อยากไปรบกวนเด็กเรียนดี
