เชิ่งฉางเจ๋อมองเขาอย่างเหม่อลอย รอยยิ้มนั้นทำให้ทั่วทั้งร่างของเขาเจ็บแปลบ
“แต่ว่า...” เขาพยายามโต้แย้ง
ทำไมกัน? ทำไมเมื่อก่อนเขาเรียกอาอู๋มาตั้งสิบกว่าปี แต่ตอนนี้กลับเรียกไม่ได้แล้ว
แต่เชิ่งฉางเจ๋อพูดคำเหล่านั้นออกมาไม่ได้
เพราะกู้ฉางไหว่พูดถูกแล้ว พวกเขาใกล้จะแต่งงานกันเต็มที เขาเรียกนางแบบนั้นไม่เหมาะจริง ๆ
“แน่นอนว่า เรียกพี่สะใภ้ก็ได้เหมือนกัน” กู้ฉางไหว่เสริม
เชิ่งฉางเจ๋อสั่นสะท้านไปทั้งตัว สัญชาตญาณแรกคืออยากปฏิเสธว่าไม่เอา แต่กู้ฉางไหว่ยื่นมือมาวางบนไหล่เขา
“อาเจ๋อ จำคำที่พี่ชายพูดได้ไหม?” เขามองอีกฝ่ายพลางเอ่ยถาม
เมื่อสบตาคู่นั้น ความกล้าที่เกิดขึ้นจากอารมณ์ชั่ววูบของเชิ่งฉางเจ๋อก็มลายหายไปในพริบตา
“...จำได้ครับ...” เขาตอบอย่างเหม่อลอย
กู้ฉางไหว่ตบไหล่เขาเบา ๆ ยิ้มน้อย ๆ ก่อนเดินผ่านไป
เชิ่งฉางเจ๋อยืนอยู่กับที่ ก้มหน้าลง ใจว้าวุ่นราวกับปมด้ายพันกัน
ทำไมเขาถึงรู้สึกแย่ขนาดนี้
เพราะเมิ่งอู๋กำลังจะแต่งงานกับกู้ฉางไหว่หรือ?
แต่เขาไม่ได้มองเมิ่งอู๋เป็นน้องสาวมาตลอดหรอกหรือ?
หรือเป็นเพราะคนที่จะแต่งงานกับนางคือกู้ฉางไหว่?
ใช่แล้ว ต้องเป็นอย่างนั้นแน่
เมิ่งอู๋อยู่ฝ่ายเดียวกับเขามาตลอด ไม่ว่าจะมีคนมากมายแค่ไหนที่ชื่นชมกู้ฉางไหว่เพราะความเก่งกาจของเขา แต่ในสายตาของนางกลับมีเพียงเขา
แต่ตอนนี้นางกลับกำลังจะแต่งงานกับกู้ฉางไหว่
นางเองก็หันไปเข้าข้างกู้ฉางไหว่แล้ว
เพราะอย่างนั้นเขาถึงรู้สึกไม่สบายใจ
ใช่แล้ว เป็นแบบนี้เอง
เชิ่งฉางเจ๋อวิเคราะห์ความรู้สึกของตัวเอง รู้สึกว่าในที่สุดก็เข้าใจแล้ว
แต่เขาก็ยังรู้สึกแย่ ยังยิ้มไม่ออกอยู่ดี
แต่ไม่ว่าเชิ่งฉางเจ๋อจะคิดอย่างไร งานแต่งงานของสองตระกูลเมิ่งกับเชิ่งก็เริ่มเตรียมการกันแล้ว
