“พวกเธอสองคนเป็นอะไรกัน?” เมิ่งยวนถามออกมาตรง ๆ
“ไม่มีอะไรนี่คะ” เมิ่งอู๋ตอบ เมิ่งยวนฟังออกทันทีว่าเธอกำลังร้อนตัว จึงไม่เชื่อคำพูดของเธอแม้แต่ครึ่งคำ แล้วหันไปมองกู้ฉางไหว่ “ฉางไหว่ นายพูดมา”
กู้ฉางไหว่มองเมิ่งอู๋แวบหนึ่ง เขายืนอยู่ใต้แสงไฟถนน เมิ่งอู๋จึงเห็นสีหน้าเขาได้อย่างชัดเจน
สงบนิ่ง เคร่งขรึม แต่ไม่รู้ทำไม เธอกลับสัมผัสได้ถึงความจนใจในดวงตาของเขา
“ไม่มีอะไร” กู้ฉางไหว่ตอบ
“ไม่มีอะไร? นายลองดูเสื้อผ้าตัวเองก่อนสิ ดูซิยับยู่ยี่ขนาดไหนแล้วยังจะบอกว่าไม่มีอะไรอีก?” เมิ่งยวนทั้งโมโหทั้งขำ
กู้ฉางไหว่ไม่พูดอะไร เมิ่งอู๋กำลังจะเอ่ยปาก แต่เมิ่งยวนชิงพูดตัดบทเสียก่อน “ได้ พวกนายไม่ยอมบอกว่าเกิดอะไรขึ้น งั้นคุยเรื่องอะไรกัน ฉันฟังด้วย”
“คุยเรื่องเชิ่งฉางเจ๋อ” กู้ฉางไหว่รีบหาเหตุผลมาอ้าง “อาอู๋กำลังถามผมถึงเรื่องช่วงนี้ของเขา”
เชิ่งฉางเจ๋อยังสู้กู้ฉางไหว่ไม่ได้ด้วยซ้ำ
เมิ่งยวนรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที “แล้วเสื้อผ้านายล่ะ?”
“อาอู๋อดกลั้นไม่ไหวจนร้องไห้” กู้ฉางไหว่ตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
เมิ่งอู๋เดินเข้ามา ได้ยินเขาพูดแล้วก็มองสีหน้าของเขา ก่อนจะเม้มริมฝีปาก
อ้างแบบนี้สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว...
แต่เห็นชัดว่ากู้ฉางไหว่รู้สึกไม่สบายใจ...
เมิ่งยวนเชื่อไปแล้วกว่าครึ่ง แต่ก็ยังคิดเหมือนเดิม ถ้าเมิ่งอู๋ยังยึดติดกับเชิ่งฉางเจ๋อ สู้อยู่กับกู้ฉางไหว่ไม่ดีกว่าหรือ!
เขาปวดหัวขึ้นมาทันที
“อาอู๋ น้องยังตัดใจจากเชิ่งฉางเจ๋อไม่ได้หรือ?” เขาหันไปถามเมิ่งอู๋
เมิ่งอู๋ก้มหน้า ในใจสับสนลังเล
เมื่อเห็นเธอไม่พูด เมิ่งยวนก็เข้าใจว่าเป็นการยอมรับ จึงสูดหายใจลึกอย่างอดไม่ได้
