“ข้าก็จนปัญญา ควบคุมตัวเองไม่ได้” เฮ่อจิ้งหยวนกล่าว “ท่านปู่ ข้าจริงใจกับนาง ช่วยข้าหน่อยเถิด”
ข้าหลวงใหญ่เห็นเขาเป็นเช่นนี้ ในใจก็รู้สึกขมขื่นและเจ็บปวด
อย่างไรก็เป็นหลานแท้ ๆ เห็นเขาเป็นเช่นนี้ แล้วท่านจะไม่ปวดใจได้อย่างไร
“ไอ้เด็กสารเลว” ท่านพูดขึ้นอีกครั้ง
“ไป ๆ ๆ ข้าไม่ยุ่งแล้ว ถ้าเจ้ามีปัญญาทำให้อาอู๋ยอมตกลง ข้าจะจัดงานแต่งให้พวกเจ้าเอง แต่ถ้าคิดจะให้ข้าช่วยละก็ ฝันไปเถอะ” ข้าหลวงใหญ่กล่าว
ท่านมีพระคุณเลี้ยงดูเมิ่งอู๋ หากท่านเอ่ยปาก เมิ่งอู๋ก็มีโอกาสสูงที่จะยอมตกลง
แต่ข้าหลวงใหญ่เก็บเมิ่งอู๋กลับมาเลี้ยงดูจนเกือบยี่สิบปีแล้ว ฝ่ายหนึ่งคือบุญคุณจากการเลี้ยงดู อีกฝ่ายคือสายเลือด ความผูกพันนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าที่เฮ่อจิ้งหยวนมีต่อนางเลย
เฮ่อจิ้งหยวนรู้สึกโล่งอกอย่างมาก ก่อนตอบอย่างจริงจังว่า “ได้”
เดิมทีเขาก็ไม่ได้หวังให้ข้าหลวงใหญ่ช่วย ขอเพียงท่านไม่คัดค้าน เป้าหมายของเขาก็สำเร็จแล้ว
เฮ่อจิ้งหยวนเข้าใจแจ่มแจ้ง หากข้าหลวงใหญ่เห็นด้วยก็ยังพอมีโอกาส แต่ถ้าท่านไม่เห็นด้วย เมิ่งอู๋ย่อมไม่สนใจเขาอย่างแน่นอน
ข้าหลวงใหญ่เห็นท่าทางของเขาแล้วก็อดหงุดหงิดไม่ได้
เด็กนี่คิดอะไรอยู่ ท่านรู้ชัดแจ้ง แต่จะทำอย่างไรได้ ก็ลูกหลานในบ้านตัวเองทั้งนั้น ช่างเป็นเจ้าหนี้ตัวน้อยเสียจริง
“จริงสิ ท่านปู่ เรื่องทะเบียนบ้าน ให้ข้าย้ายชื่อออกไปก่อนดีไหม” เฮ่อจิ้งหยวนยังจำเรื่องนี้ได้ จึงรีบถาม
ข้าหลวงใหญ่มองเขาแล้วหัวเราะหึ ๆ
“จะย้ายอะไร ชื่อเจ้าไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้านของข้าตั้งแต่แรกแล้ว ในทะเบียนบ้านข้ามีแค่อาอู๋คนเดียว” ท่านกล่าว
สถานะของเฮ่อจิ้งหยวนค่อนข้างอันตราย ข้าหลวงใหญ่จึงเผื่อใจไว้ก่อน เปิดทะเบียนบ้านแยกให้เขา
ตอนนั้นทำไว้แค่เผื่อเหตุไม่คาดฝัน ไม่คิดเลยว่าจะได้ใช้จริงในตอนนี้
ดวงตาเฮ่อจิ้งหยวนพลันเป็นประกาย ไม่ได้รู้สึกผิดหวังแม้แต่น้อยที่ชื่อของตนไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกับข้าหลวงใหญ่ กลับมีแต่ความยินดี
“ดีจริง ๆ!”
ข้าหลวงใหญ่ถลึงตามองเขา