“เคล็ดวิชาที่เซียนถ่ายทอดให้มา”
ลั่วเฉินลุกขึ้นยืน ลดเสียงลงเล็กน้อย แล้วโน้มตัวไปกระซิบข้างหูลั่วซีเสวี่ยว่า “ข้าแค่โบกมือส่ง ๆ ก็ทำให้หน้าผาทั้งลูกพังทลายลงได้แล้ว”
“แปะ!”
ลั่วซีเสวี่ยสะดุ้งจนทำกระบวยน้ำในมือหลุดร่วงลงพื้น
นางยกมือปิดปาก ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ “นี่...วิชาเซียนร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ลั่วซีเสวี่ยเป็นเพียงหญิงชาวบ้านในหมู่บ้านบนเขา ทั้งชีวิตไม่เคยออกจากหมู่บ้านซ่างเถา จะเคยได้ยินเรื่องเช่นนี้ที่ไหนกัน
หมัดเดียวทำให้หน้าผาพังทลาย เรื่องนี้เกินกว่าจินตนาการของลั่วซีเสวี่ยไปมาก
ไม่ต้องพูดถึงหน้าผาเลย แค่ทุบหินให้แตก หรือหักต้นไม้สักต้น ลั่วซีเสวี่ยก็คงมองว่าเป็นเรื่องเหนือมนุษย์แล้ว นางไม่เคยนึกเลยว่าสามีของตนจะประสบโชควาสนาเช่นนี้
แน่นอนว่า ลั่วซีเสวี่ยไม่เคลือบแคลงคำพูดของลั่วเฉินแม้แต่น้อย
ทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน ไม่มีใครรู้จักลั่วเฉินดีไปกว่าลั่วซีเสวี่ย นางรู้ว่าเขาไม่มีทางล้อเล่นกับเรื่องเช่นนี้
“วางใจเถิด ข้าก็ยังเป็นข้าคนเดิม”
เมื่อลั่วเฉินเห็นลั่วซีเสวี่ยดูไม่สบายใจ เขาก็ดึงนางเข้ามากอดทันที แล้วปลอบว่า “ต่อให้ข้าได้วิชาเซียนมา ข้าก็ไม่ไปไหนทั้งนั้น”
“ยิ่งไปกว่านั้น ข้าจะถ่ายทอดวิชาเซียนนี้ให้พวกเจ้าด้วย”
“ห้ามปฏิเสธ!”
เมื่อลั่วซีเสวี่ยเริ่มดิ้นรน ลั่วเฉินก็กล่าวอย่างเด็ดขาดว่า “ในเมื่อเซียนมอบเคล็ดวิชาให้ข้า แล้วข้าจะดูแลครอบครัว คุ้มครองลูกหลาน มีอะไรผิดด้วยหรือ?”
“หากข้ายังคุ้มครองพวกเจ้าไม่ได้ เช่นนั้นข้าไม่เอาวิชาเซียนนี้ก็ได้!”
ความจริงแล้ว ไหนเลยจะมีเซียนถ่ายทอดวิชา ลั่วเฉินเองก็ไม่ได้มีวิชาเซียนอะไรทั้งนั้น
ที่เขาพูดเช่นนี้ ด้านหนึ่งก็เพื่อเตือนตนเองว่าเป็นคนอย่าลืมรากเหง้า อีกด้านหนึ่งก็เพื่อให้ลั่วซีเสวี่ยคลายกังวลและยอมรับวาสนานี้
“ข้าจะฟังท่านพี่”
เมื่อลั่วเฉินโอบกอดอยู่ในอ้อมแขน สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากแผงอกของบุรุษ ใบหน้างามของลั่วซีเสวี่ยก็แดงระเรื่อ นางจะยังพูดคำว่าไม่ออกได้อย่างไร สามีเอ่ย ภรรยาคล้อยตาม ย่อมฟังลั่วเฉินทุกอย่าง
“อย่างนี้สิถึงจะถูก!”
