“เรื่องผู้ฝึกยุทธ์...”
ลั่วซีเสวี่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ตอนข้าซักผ้า เคยได้ยินพวกป้าพูดกันว่า คนคุ้มกันบ้านหลิวย่วนไว่ในเมือง แค่ตบเบา ๆ ก็ทำสิงโตหินหน้าประตูแตกได้ เก่งกาจมากเลย”
“นั่นน่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์กระมัง?”
“อืม”
ลั่วเฉินกล่าวว่า “แค่ไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ในระดับใด”
“ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่า ทำกำแพงหินแตกได้หรือ?”
“ไม่ใช่แค่ทำกำแพงหินแตก แต่เป็นกำแพงหินใหญ่ขนาดนี้ต่างหาก!”
“คิก!”
ลั่วซีเสวี่ยถูกลั่วเฉินทำท่าทางตลกใส่จนหัวเราะออกมา นางใช้ไหล่กระทุ้งเขาเบา ๆ อย่างจนใจ
“ฮ่า ๆ คราวหน้าข้าจะพาเจ้าไปด้วย ให้ดูความเก่งกาจของสามีเจ้า!”
เมื่ออยู่ต่อหน้าคนใกล้ชิดที่สุด ลั่วเฉินไม่คิดปิดบัง กลับอวดอย่างภาคภูมิใจว่า “แต่หากผู้ฝึกยุทธ์ในเมืองมีฝีมือแค่ทำสิงโตหินแตก ก็ยังไม่น่ากลัวเท่าไร”
การโจมตีส่ง ๆ ของลั่วเฉินในตอนนี้ คงทำให้จวนหลิวทั้งหลังราบเป็นหน้ากลองได้อย่างง่ายดาย
แล้วถ้าออกแรงเต็มกำลังล่ะ?
ลั่วเฉินยังไม่เคยลอง
เพราะเสียงดังเกินไป เขากลัวว่าจะกลายเป็นจุดสนใจและนำปัญหามาให้
“อาเฉินเก่งจริง ๆ”
“แน่นอนอยู่แล้ว! ไม่เช่นนั้นจะเป็นสามีเจ้าได้อย่างไร!”
ลั่วเฉินหัวเราะพลางตบก้นงอนของลั่วซีเสวี่ยเบา ๆ ทำให้นางกวัดแกว่งกระบวยน้ำทำท่าจะตีเขา ชั่วขณะนั้นห้องครัวก็อบอวลไปด้วยบรรยากาศสนุกสนาน
หลังมื้อเช้า ลั่วเฉินแบกจอบเดินไปยังที่นาของตน
เสี่ยวหลิงตังเดินตามหลังมา กระโดดโลดเต้นราวกับกระต่ายน้อยที่กำลังคึกคะนอง ซุกซนไม่หยุด
ลั่วเฉินให้เด็กหญิงเล่นอยู่บนคันนา ส่วนตนจะพลิกดินให้ทั่วอย่างดี
เมื่อเห็นบิดาเริ่มทำงาน เสี่ยวหลิงตังก็ไม่เข้าไปรบกวน นางกลับถูกผีเสื้อที่โบยบินอยู่ดึงดูด จึงไล่จับเล่นอย่างมีความสุข
‘ดีจริง ๆ...’
ลั่วเฉินเกิดมาสองชาติ ชาติที่แล้วเขาเป็นเด็กกำพร้า จึงโหยหาความรักในครอบครัวเช่นนี้มาโดยตลอด
น่าเสียดายที่ดิ้นรนทำงานมาหลายปี ยังหาแฟนไม่ได้สักคน ก็ถูกโชคชะตาพัดพาให้จากไปเสียก่อน
