แววตาของเจ้าตัวแสบเต็มไปด้วยแววท้าทาย
บทสนทนาน่าเบื่อชะมัด พวกเจ้าถึงกับเมินคุณชายอย่างข้า ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกินกันทั้งโต๊ะเลย!
อย่างไรเสียเขาก็กินอิ่มแล้ว ถึงเวลาลงมือก่อเรื่อง!
นางหลิวเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติ รีบเอ่ยสั่งว่า “รีบยกออกไป แล้วเปลี่ยนชามใหม่ให้หว่านเอ๋อร์”
“เจ้าค่ะ”
ก่อนวันแต่งงาน เหล่าสาวใช้เคยวางท่าหยิ่งยโสไม่เห็นหัวใคร ทว่าตอนนี้พอเห็นสวี่หว่านมีอำนาจ ต่างก็เก็บสีหน้าไม่พอใจไว้ คอยปรนนิบัติอย่างขยันขันแข็ง
สวี่หว่านยิ้มบาง ๆ ไม่ได้ใส่ใจ
นางหลิวรู้ว่าระหว่างแม่ลูกคู่นี้มีช่องว่างในใจ จึงจงใจถามว่า “จินเฉิง ช่วงหลายวันนี้เจ้าอยู่กับมารดาเป็นอย่างไรบ้าง มีความสุขดีหรือไม่”
สวี่หว่านอยากจะบอกว่า ถามไปก็เหมือนไม่ได้ถาม ด้วยท่าทางอหังการไม่เห็นหัวใครของจงจินเฉิง แค่ดูก็รู้ว่าอยู่กันไม่ราบรื่น เด็กไร้มารยาทคนนี้ยังไม่ไว้หน้านาง แล้วจะไว้หน้านางหลิวซึ่งเป็นแม่เลี้ยงที่ยังไม่สนิทสนมกันได้อย่างไร
จงจินเฉิงยิ้มไม่ถึงดวงตา “มีความสุขสิ ทำไมจะไม่มีล่ะ พวกเราไม่เคยทะเลาะกันเลย”
สวี่หว่านรู้อยู่แล้วว่าปากเขาคงพูดอะไรดี ๆ ไม่ออก
บ้านไหนเขาใช้การทะเลาะกันหรือไม่ทะเลาะกันเป็นเครื่องวัดว่ามีความสุขหรือไม่?
เห็นชัด ๆ ว่าเขาจงใจจะฟ้องนางต่อนางหลิว
หากนางหลิวรักใคร่เอ็นดูนางก็ดีไป ฟังแล้วก็ปล่อยผ่าน แต่หากไม่รัก ย่อมต้องเข้าข้างจงจินเฉิง แล้วร่วมมือกันจัดการนางแน่
เห็นได้ชัดว่าจงจินเฉิงรู้เรื่องในเรือนหลังอยู่บ้าง
เขามีอคติตั้งแต่แรก คิดว่าแม่เลี้ยงทั่วหล้าล้วนไม่มีคนดีสักคน
