เสียงของเด็กหนุ่มแผ่วเบา ฟังแล้วก็รู้ว่าเป็นคนที่ถูกรังแกได้ง่าย
“มาขอพบสวี่หว่านหรือ?” จงจินเฉิงทำท่ารังเกียจ แม้แต่มือที่กางร่มอยู่ก็ยังเริ่มกระตุกอย่างไม่สบอารมณ์ “สตรีผู้นั้นใจแข็งเย็นชา แม้แต่ข้ายังถูกนางปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ้าไปก็เสียแรงเปล่า”
หลังจากอยู่ด้วยกันมาหลายวัน จงจินเฉิงก็พอจะรู้จักสวี่หว่านอยู่บ้าง เขาคิดว่าจงเหวินซิวไปขอร้องนาง บางทีอาจยังไม่ได้ผลเท่ามาขอร้องเขาเสียอีก
แม้เขาจะไม่ค่อยสนิทสนมกับลูกพี่ลูกน้องที่เป็นบุตรอนุผู้นี้ แต่พอนึกถึงคนที่จงเหวินซิวจะไปขอคือสวี่หว่าน ในใจก็อดเห็นใจขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้ “แต่เจ้าลองเล่ามาก่อนก็ได้ บางทีข้าอาจช่วยเจ้าได้”
เรือนชั้นใน
หลังจากไล่จงจินเฉิงจนโมโหหนีกลับไป สวี่หว่านก็เดินเข้าห้อง ยังไม่ทันได้นั่งลง
ก็เห็นชุยจือคุกเข่าพรวดลงกับพื้น เอ่ยอย่างตื่นตระหนกว่า “ฮูหยิน… บ่าว… บ่าว…”
สายตาที่ฮูหยินมองมาเมื่อครู่ทำให้นางใจหายวาบ
สวี่หว่านไม่รีบร้อนเอ่ยปาก เพียงนั่งลงอย่างเชื่องช้า ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างไม่เร่งร้อน
อืม… ในละครโทรทัศน์ก็แสดงกันแบบนี้ ขอเพียงไม่พูดอะไร วางท่าทางสงบนิ่งจนคนอื่นอ่านอารมณ์ไม่ออก ก็จะดูน่าเกรงขามโดยไม่ต้องโกรธเกรี้ยว
ต้องลองทำดู!
ที่จริงสวี่หว่านเข้าใจชุยจือได้ อย่างไรเสียพวกนางก็เพิ่งทำงานร่วมกันได้ไม่กี่วัน ทำงานไม่เข้าขากันบ้างย่อมเป็นเรื่องปกติ
แต่ความน่าเกรงขามนี้ต้องสร้างให้ได้
