สวี่หว่านซาบซึ้งจนเบ้าตาร้อนผ่าว นางข่มความรู้สึกนั้นเอาไว้ ก่อนยิ้มพลางเอ่ยว่า “ที่จริงเจ้ายังไม่รู้จักท่านพ่อของข้าดีพอ ท่านเป็นคนที่ควบคุมง่ายที่สุดในบ้านเรา เพราะกลัวว่าความพยายามที่สั่งสมมาหลายสิบปีจะพังพินาศในชั่วข้ามคืน โดยเฉพาะกลัวจะผิดใจกับข้า ข้าจึงกล้าทะเลาะกับท่านได้ไม่กี่คำ ส่วนคนอื่นไม่เหมือนกัน นางหลิวกับพวกนั้นเป็นพวกน้ำร้อนลวกก็ไม่สะดุ้ง ต่อให้ทะเลาะชนะก็แก้ปัญหาที่ต้นเหตุไม่ได้ ข้าจึงไม่ชอบพบหน้าพวกนางเป็นที่สุด”
ในยุคนี้ โดยเฉพาะในเมืองหลวง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนซับซ้อนพัวพันกันยิ่งนัก นางไม่มีความกล้าพอจะตัดขาดจากตระกูลเดิม ไม่อยากให้ทั้งตระกูลจงและตระกูลสวี่ต้องถูกผู้คนครหาเพราะนาง
แม้ฝ่ายสามีจะตามใจนางทุกอย่างก็ตาม
จงเจ้าสังเกตเห็นท่าทีของนาง จึงเอ่ยตามใจว่า “เช่นนั้นก็ให้นางหลิวไม่ต้องร่วมโต๊ะ กินข้าวกับบิดาเจ้าเพียงลำพัง”
สวี่หว่านงุนงง “นี่...ตรงไปตรงมาเช่นนี้เลยหรือ นางหลิวแม้จะเป็นภรรยาที่แต่งเข้ามาภายหลัง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นฮูหยินเอก ลูกสาวกลับบ้านเดิม จะไม่ให้นางในฐานะแม่เลี้ยงนั่งร่วมโต๊ะหรือ”
จงเจ้าตัดสินใจอย่างนั้น “เรื่องที่เลือกยากก็โยนกลับไปให้บิดาเจ้าเป็นคนเลือกเสีย จะได้ให้เขารู้ท่าทีของพวกเราด้วย นางหลิวผู้นั้นปฏิบัติต่อเจ้าอย่างโหดร้ายมาหลายปี ถึงเวลารับบทเรียนบ้างแล้ว”
สวี่หว่านครุ่นคิดแล้วตอบว่า “เช่นนั้นก็ให้ท่านพ่อเป็นฝ่ายลำบากใจเถิด ข้าเดาว่าท่านต้องเลือกเจ้าแน่ จำไว้นะ ไม่ใช่เลือกพวกเรา แต่เลือกเจ้า ส่วนเรื่องนางหลิว ท่านจะบอกคนนอกว่านางไม่อยากมาเอง หรือที่บ้านมีธุระ หรือไม่ก็...”
