วังหลวง ห้องทรงพระอักษร
“ฝ่าบาท นางเข้านอนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฉู่อี้ยืนอยู่ข้างกายจี้เหยียน โน้มตัวลงเล็กน้อย
นิ้วมือขวาของจี้เหยียนเคาะโต๊ะเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ แววตาพร่าเลือนราวมีเมฆหมอกปกคลุม คล้ายจะมีพายุฝน ทว่าเขากลับข่มมันเอาไว้อย่างสุดกำลัง
“ฝ่าบาท พรุ่งนี้นางก็จะจากไปแล้ว พระองค์ทรงตัดใจได้จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ” ฉู่อี้ยืนอยู่ข้างกายเขา แววตาเต็มไปด้วยความฉงน
จี้เหยียนมองฉู่อี้ แววตาดำมืดลึกล้ำจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง
เมื่อรู้ตัวว่าพูดมากไป ฉู่อี้จึงยิ้มแล้วเปลี่ยนเรื่อง “หลายวันนี้นางอยู่ในจวนกระหม่อมอย่างสบายดี ฝ่าบาทไม่ต้องทรงกังวลพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม”
เขาจ้องดอกอวี้หลันที่เหี่ยวเฉาบนโต๊ะทรงพระอักษร
“คนที่ถูกกำหนดให้จากไป ต่อให้ทำอย่างไรก็รั้งไว้ไม่ได้”
ช่างน่าขัน ทั้งที่นางรับปากเขาแล้ว ทั้งที่เขารู้สึกว่านางก็มีใจให้เขาอยู่บ้าง ทั้งที่เขาก็คือจี้เหยียนเหมือนกัน...เหตุใดนางจึงลำเอียงไปชอบอีกคน
เดิมทีเขาสามารถจับนางกลับวังหลวงได้โดยตรง ให้นางอยู่เคียงข้างเขาทั้งวันทั้งคืน เป็นของเขาเพียงผู้เดียว
