ช่วงเวลาต่อจากนั้น สือเหยาก็ได้ประจักษ์แล้วว่าเหตุใดทรราชจึงถูกเรียกว่าทรราช
ยามเขาว่าราชการ เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ต่างหวาดกลัวจนตัวลีบ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบเสียจนเข็มตกยังได้ยิน
ขุนนางทั้งหลายรายงานเรื่องเล็กใหญ่ด้วยท่าทีหวาดหวั่น เกรงว่าจะทำให้เทพอสูรตนนี้พิโรธ เพียงพริบตาก็อาจถูกตัดศีรษะได้
จี้เหยียนนั่งนิ่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุด ทอดมองผู้คนเบื้องล่างอย่างนึกสนุก ทุกสีหน้าและการเคลื่อนไหวของพวกเขาล้วนอยู่ในสายตา
สายตาของเขาเหลือบผ่านจุดที่สือเหยายืนอยู่เป็นครั้งคราว ทำเอานางประหม่าไปหมด
มองไม่เห็นฉัน มองไม่เห็นฉัน
สือเหยาท่องอยู่ในใจ
ทรราชจี้เหยียนมีอารมณ์แปรปรวน เขาชอบความสงบ ไม่อนุญาตให้มีเสียงอึกทึกในวังหลวง ทั้งพระราชวังจึงเงียบเชียบ ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตนและเดินขวักไขว่ไปมา
ถึงกระนั้น ก็ยังมีนางกำนัลใจกล้าไม่รักชีวิต คิดเสี่ยงเข้าไปยั่วยวนจี้เหยียน สุดท้ายกลับตายอย่างอนาถ หลังจากนั้นจึงไม่มีใครกล้าคิดอกุศลอีก
สือเหยาเห็นกับตาว่าจี้เหยียนสั่งให้แยกร่างคนที่คิดไม่ซื่อ ศีรษะถูกแขวนไว้บนกำแพงเมืองตากแดดสามวันสามคืน ส่วนร่างถูกสับละเอียดแล้วห่อเป็นหมั่นโถวเอาไปให้สุนัขกิน
ภาพนองเลือดถึงเพียงนั้นทำให้สือเหยาฝันร้ายติดกันได้หลายวันหลายคืน
“เสี่ยวลิ่ว ฉันนึกว่าทรราชจี้เหยียนจะยังอยู่ในขอบเขตที่ฉันพอรับได้เสียอีก” สือเหยาพูดอย่างพูดไม่ออก “ไม่คิดเลยว่าเขาจะโหดเหี้ยมขนาดนี้”
“ฉันจะเปลี่ยนใจเขาได้จริงเหรอ? ทำไมทรราชเหยียนกับเหยียนวัยเยาว์ถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ ทั้งที่ผ่านไปแค่ไม่กี่ปีกันเอง”
สือเหยาสะดุ้ง “หรือว่าก่อนหน้านี้จี้เหยียนแค่เสแสร้งมาตลอด!” นางคิดว่าจี้เหยียนปิดบังตัวตนไว้เพียงบางส่วน ใครจะคิดว่าเขาซ่อนตัวตนที่แท้จริงไว้ทั้งคน จี้เหยียนผู้น่ารักเรียบร้อยนั่นล้วนเสแสร้งขึ้นมาทั้งสิ้น
