“เจ้าจะประลองทายปริศนาโคมกับข้าหรือ? ปกติเจ้าเกลียดของพรรค์นี้ที่สุดมิใช่หรือ” ถังอวี่เหยียนเอ่ยด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ “ในเมื่อเจ้าอยากประลอง คุณหนูผู้นี้ก็จะอยู่เป็นเพื่อน ว่าแต่จะแข่งกันอย่างไร?”
“จู่ ๆ ข้าก็สนใจขึ้นมา พวกเราทายปริศนาโคมสักข้อ ใครตอบได้ก่อนคนนั้นชนะ ดีหรือไม่?” สือเหยากล่าวพลางยิ้มแย้ม
“ได้สิ สือเหยา หากเจ้าแพ้ก็อย่าหาว่าคุณหนูผู้นี้รังแกเจ้าเล่า ฮึ!”
“ฮ่า ๆ ใครแพ้ใครชนะยังไม่แน่ เจ้าระวังไว้ให้ดีเล่า” สือเหยากล่าวจบก็ยื่นมือไปหยิกแก้มนุ่มนิ่มของถังอวี่เหยียน
ถังอวี่เหยียนมีสีหน้าตื่นตะลึง สือเหยาหยิกแก้มนางหรือ?
เหตุใดสือเหยาในยามนี้จึงดูไม่เหมือนแต่ก่อนเลย
นางตั้งตัวไม่ทัน จึงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
สือเหยามองถังอวี่เหยียนอย่างขบขัน “มาเถอะ”
นางคลี่กระดาษคำทายออก วางไว้ตรงหน้าพวกนางทั้งสอง
จี้เหยียนยืนอยู่ด้านข้าง กลิ่นอายเย็นเยียบแผ่ซ่าน สายตาเย็นชาจับจ้องมือของสือเหยาที่หยิกแก้มถังอวี่เหยียน
มือของเหยาหยาจะไปแตะแก้มของสตรีสมองทึบนั่นได้อย่างไร
“จันทร์เสี้ยวส่องกิ่งไม้สว่างไสว สองดาราแขวนฟ้าส่องทั่วหล้า? นี่คืออะไรหรือ?” ถังอวี่เหยียนส่ายหน้าอย่างกลัดกลุ้ม เหตุใดปริศนานี้จึงยากนัก
ปริศนายากเพียงนี้ สือเหยาคงตอบไม่ได้เช่นกัน นางจึงรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
“สือเหยา หากตอบไม่ได้ก็บอกข้า ข้าจะไม่ทำให้เจ้าลำบากใจ อย่างไรเสียเจ้าก็ไม่ใช่คนฉลาดอยู่แล้ว” นางเยาะเย้ยตามเคย เชิดหน้าชูคออย่างหยิ่งผยอง
“หากเจ้าวิงวอนข้า บางทีข้าอาจบอกให้ก็ได้” ถังอวี่เหยียนยืดอกเชิดหน้า ตั้งใจจะก้มมองนางจากที่สูง
