หลายครั้งติดต่อกัน ฉินโยวโยวล้วนล้มเหลว
นางโมโหจนกระทั่งมวยผมข้างหนึ่งของตัวเองหลุดกระจาย ผมที่ยังไม่ดำสนิทเท่าไรนักสยายลงมาบนบ่า ส่วนอีกข้างก็ห้อยตุงต่องอย่างนั้น
ฉินสวินอวี่และซูม่อถังก้าวเข้ามาก็เห็นเด็กน้อยกำลังเกาหัวแคะหู โมโหจนหน้าแดงก่ำ
หลงซานลงมาแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “นายท่านเหมือนจะทำอะไรสักอย่าง แต่ไม่เคยสำเร็จเลย ตอนนี้กำลังโมโหอยู่”
ข้อมูลที่เขาส่งให้ฉินสวินอวี่นั้นแจ่มชัดนัก คือ อย่ากวน
ฉินสวินอวี่และซูม่อถังจึงนั่งลงบนราวระเบียงศาลา สังเกตอาการของทั้งสอง
ฉินโยวโยวอารมณ์ร้อนเหลือเกิน บ่าของสวีเยวียนแม้จะโยกเยกตลอดเวลา แต่อย่างน้อยยังนั่งได้
ซูม่อถังรู้สึกว่านี่ดีมากแล้ว ในช่วงหลายวันที่ฉินโยวโยวนิทรามาโดยตลอดนี้ เว้นแต่สวีเยวียนจะอ่อนล้าจนหลับไป มิฉะนั้นตราบใดที่นางตื่น ก็ต้องอยู่ในสภาพดุร้ายเกรี้ยวกราดเป็นแน่
ฉินโยวโยวรู้ว่าสภาพของตนนั้นไม่ถูกต้อง นางพยายามสงบจิตสงบใจลง ในใจพร่ำบอกตนเองไม่หยุดว่า “ข้าคือโยวโยว ข้าต้องสงบ”
แต่ก็ค่อยๆ พบจุดที่ผิดปกติ
นางต้องมองสิ่งต่างๆ ผ่านดวงตาของสวีเยวียน หากนางเป็นฉินโยวโยว แล้วนางจะมองเห็นทุกสิ่งในดวงตาสวีเยวียนได้อย่างไร
ดังนั้น นางจึงต้องเป็นสวีเยวียน
ฉินโยวโยว คือตัวของนางเอง คือตัวตน
การเป็นสวีเยวียน คือการไร้ตัวตน
เมื่อคิดเข้าใจเหตุผลในข้อนี้ได้ ฉินโยวโยวจึงกำมือของสวีเยวียนอีกครั้ง แล้วค่อยๆ หลับตาลง
นางหลงลืมตนเองไปแล้ว วินาทีนี้เป็นต้นไป นางคือสวีเยวียน
เป็นเช่นนี้ นางจึงไม่เพียงมองเห็นทุกสิ่งที่สวีเยวียนเห็นด้วยดวงตา แต่ยังสัมผัสถึงความรู้สึกของสวีเยวียนได้ด้วย
ที่แท้ สวีเยวียนแม้จะใช้ดวงตาของตนเองมองเห็นโลกใบนี้ แต่กลับไม่อาจสัมผัสและตรึกตรองได้
ต่อให้เป็นการมอง นางก็มองไม่เข้าใจ
เพียงแค่การกินดื่มขับถ่ายตามสัญชาตญาณการมีชีวิตรอด สำหรับสวีเยวียนแล้วก็ยากยิ่ง
เพราะนางไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร และจะต้องทำไปทำไม
มีผู้คนชี้ไม้ชี้มือต่อว่านาง นางมองเห็นแต่ไม่ยินดี
หากคนมาก นางจะหวาดกลัวยิ่งนัก
เสียงเอะอะโหวกเหวกแหลมบาดหูก็ทำให้นางหวาดกลัว
นางชอบมองก้อนเมฆบนฟ้า เพราะมันเงียบสงัด
มีคนมาหยิกนาง เจ็บมาก เจ็บจนนางร้องไห้
