“ท่านพี่กล่าวเช่นนี้หมายความว่าไร”
ว่านจือหวยยิ้มจางหาย สีหน้าพลันเคร่งขรึมลง
“ก็ความหมายนี้” เฉารุ่ยชี้ไปยังหนังสือหย่าที่อยู่ในมืออีกฝ่าย “น้องหญิงจะหย่ากับเจ้า ในฐานะครอบครัวเราล้วนสนับสนุนนาง”
เฉารุ่ยเอ่ยจบ เหล่าบุตรหลานตระกูลเฉาที่อยู่ข้างกายก็ผงกศีรษะ “ใช่”
พวกเขากำลังบอกว่านจือหวยอย่างชัดแจ้ง ตระกูลเฉาสนับสนุนทุกการตัดสินใจของเฉาซินฉือ
อีกทั้งยังมีเฉารุ่ยผู้ที่จะเป็นผู้นำตระกูลเฉาในวันหน้าคอยนั่งเป็นประธานอยู่ ณ ที่นี้
แววตาของว่านจือหวยวูบไหว เขาสูดหายใจลึก น้ำเสียงเอ่อล้นด้วยความคับแค้น “ท่านพี่ ข้าพอจะถามได้หรือไม่ ว่าเป็นความผิดพลาดประการใดของข้า ถึงทำให้ฮูหยินต้องจากข้าไป”
เมื่อวานเฉาซินฉือแม้จะเอ่ยถึงบางเรื่อง แต่ว่านจือหวยหาได้เชื่อไม่ว่านางล่วงรู้ทุกอย่าง บัดนี้ถามอีกครา ก็เพื่อหยั่งเชิงดูเท่านั้น
สีหน้าเฉารุ่ยเคร่งขรึม น้ำเสียงหนักแน่นยิ่ง “หากท่านมิถาม ยอมลงนามในหนังสือหย่า หน้าตาทั้งสองฝ่ายยังจะดูดีกว่านี้”
แต่ท่วงท่าและวาจาเช่นนี้กลับยิ่งทำให้ว่านจือหวยมั่นใจ ว่าต้องเป็นฝ่ายเฉาซินฉือที่เกิดปัญหาอะไรขึ้น เหตนางจึงเรียกร้องจะหย่า
จะว่าไป คนที่ตนส่งไป ก็ใช่ว่าจะล้มเหลวทุกครากระมัง
คิดถึงตรงนี้ เขามองเฉารุ่ย พลางยืนกราน “ท่านพี่ ข้ากับฮูหยินครองรักกันมานาน จู่ ๆ ได้ยินเรื่องเช่นนี้ ข้ารับไม่ได้จริง ๆ ขอเพียงท่านแจ้งเหตุผล อย่างน้อยก็ให้ข้าตายตาหลับ”
ว่าแล้วว่านจือหวยก็ยกมือขึ้นป้ายตา
เฉารุ่ยเหลือบมองน้องชายหลายคน ส่งสายตาห้ามปรามคำด่าที่แทบหลุดจากปากพวกเขา แล้วจึงก้มหัวหัวเราะออกมา
“ท่านผิง หยวนจินตง ทงหมิง” เฉารุ่ยเอ่ยชื่อคนทั้งสามอย่างราบเรียบ สายตามองว่านจือหวยยังคงเรียบเฉย “ต้องให้ข้าพูดละเอียดกว่านี้อีกหรือไม่”
เมื่อว่านจือหวยได้ยินสามชื่อนี้ เลือดบนใบหน้าก็จางหายในฉับพลัน ริมฝีปากสั่นระริก ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้จะตอบโต้เช่นใด
เฉารุ่ยชี้ไปยังหนังสือหย่า เอ่ยอย่างราบเรียบ “บัดนี้ลงนามได้หรือยัง”
ว่านจือหวยเม้มปาก ขมขื่นเต็มปาก ได้แต่ผงกศีรษะอย่างจำยอม ลงนามตนเอง พร้อมทั้งประทับลายนิ้วมือ
