ทงหมิงไม่รู้ว่าตนบัดนี้มีสภาพไม่ต่างจากคนชราใกล้ฝั่ง ผิวหนังเหี่ยวย่นหย่อนย้อยไร้แรงค้ำจุน
เขาไม่อาจสัมผัสได้ถึงปราณวิญญาณและพลังที่ฝึกฝนมาหลายปี ทว่ากลับรู้สึกถึงแรงดึงรั้งแห่งกรรมที่กดทับดวงวิญญาณตน
“ทำอย่างไร...ถึงจะปล่อยข้า” เขายื่นมือเข้าหาฉินโยวโยว
หลงซานรีบถอยร่างนายตนออกห่าง “นายท่าน อย่าให้ของอาภัพนั่นแตะต้องตัวท่าน”
อดีตขุนนางผู้สูงศักดิ์ล้วนเรียกเขาอย่างเคารพว่า “ท่านอาจารย์” เหตุใดเพียงชั่วพริบตาจึงกลายเป็น “ของอาภัพ”
ทงหมิงมิอาจยอมรับความต่างชั้นเช่นนี้ “ข้ายอมรับใช้ท่าน ทุกสิ่งที่ข้ารู้สามารถถ่ายทอดให้ท่าน รวมทั้งทรัพย์สมบัติ...มอบให้ท่านทั้งหมด ช่วยข้าด้วย”
ริมฝีปากสีชมพูอ่อนของฉินโยวโยวคลี่ยิ้มเยียบเย็น “น่าเสียดายที่ของเหล่านั้นข้าไม่เห็นค่า แล้วเจ้าก็คิดว่าหากข้าต้องการ เจ้าจะปฏิเสธได้หรือ”
ทงหมิงรู้สึกถึงพลังชีวิตที่กำลังร่วงโรยอย่างรวดเร็ว แรงดึงรั้งแห่งกรรมก็ชัดเจนขึ้นทุกขณะ “ใกล้หลุดพ้นแล้ว ฮ่าๆ...”
ฉินโยวโยวมองรอยยิ้มดั่งการหลุดพ้นนั้นประหนึ่งมองคนโง่ “บางครา ความตายมิใช่การหลุดพ้น หากเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ต่างหาก”
ทงหมิงคล้ายจะเห็นปรโลกสีเทาดำ เงียบงันไร้สุ้มเสียง ความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานกลับปรากฏชัดอยู่เบื้องหน้า
แต่แล้วคำพูดของฉินโยวโยวราวมีพลังบางอย่าง กลับดึงรั้งเขาไว้
ทงหมิงยังมิทันได้ครุ่นคิดถึงความหมายในวาจาของนาง สายตาก็มืดดับลง โลกแหลกสลาย หรือบางทีตัวเขาเองที่แหลกสลาย
ทว่าชั่วขณะต่อมา โลกก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครา
หรือควรกล่าวว่า เขาหวนคืนสู่โลกนี้อีกหน แต่ในอีกรูปแบบหนึ่ง
“ข้าฟื้นแล้ว” น้ำเสียงเขาอ่อนวัยลง ทงหมิงดีใจจนแทบจะเหินบิน
หลงซานหัวเราะลั่นพลางชี้ไปยังร่างไร้วิญญาณบนพื้น “นายท่าน คนนี้คงโง่เสียจริง แยกความเป็นตายไม่ออก”
ทงหมิงไม่เชื่อสายตา ก้มมองตนเองจึงได้รู้ว่าบัดนี้เขาอยู่ในสภาพดวงวิญญาณ มิใช่ร่างเนื้อ
ส่วนซากศพของตน นอนนิ่งแทบเท้าฉินโยวโยว
ทงหมิงตกตะลึงกับภาพที่เห็น ก่อนจะกลอกตามองรอบด้านหมายจะหันกายเผ่นหนี
