ก่อนโจวเชาจะถึงสหกรณ์สินค้า เขาเลี้ยวเข้าไปในตรอกที่ไม่มีคน แล้วเอากระจกถุงนั้นออกมาจากมิติพิเศษ แบกขึ้นหลัง จากนั้นจึงเดินไปใต้ต้นไม้ที่วางของไว้
หญิงสาวทั้งสี่กำลังนั่งยอง ๆ คุยเล่นกันอยู่ใต้ต้นไม้ จนเขาเดินเข้าไปใกล้ถึงเพิ่งรู้ตัว
เจียงหว่านอี๋กับซูชิงชิงเห็นเขาแบกกระสอบใบใหญ่ที่ดูหนักอึ้ง ก็รีบยื่นมือจะช่วยรับ
โจวเชาเบี่ยงตัวหลบ “อย่าจับ หนักมาก พวกเธอถือไม่ไหวหรอก”
เจียงหว่านอี๋รับห่อกระดาษน้ำมันจากมือเขาไป ชั่งน้ำหนักดู คิ้วขยับเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น แต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไร ก่อนจะยัดมันใส่ถุงผ้าของตัวเองอย่างคล่องมือ
โจวเชาค่อย ๆ วางกระจกลง ซุนเหยาหยาอยากรู้อยากเห็นจึงย่อตัวลงลูบดู พอเห็นชัด ๆ ก็ตาโต ถามเสียงเบาว่า “นี่คือ...กระจกหรือ?”
โจวเชาพยักหน้า
ซูชิงชิงกับหลี่ซือซือที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตกใจจนรีบยกมือปิดปาก ใบหน้าซีดเผือด ส่วนสีหน้าเจียงหว่านอี๋ก็เคร่งขรึมลง เธอขยับเข้ามาใกล้แล้วกดเสียงถามว่า “นายไม่กลัวตายหรือไง?”
แม้แต่ซุนเหยาหยาก็ยังเงยหน้าจ้องเขา
โจวเชารู้ดีอยู่แก่ใจว่าพวกเธอคงคิดว่าเขาไปหอบหิ้วของมาจากตลาดมืด
จะโทษพวกเธอที่ตกใจไม่ได้ ยุคนี้กระจกเป็นสินค้าหายากที่ต้องซื้อขายตามโควตาของรัฐ ต่อให้หน่วยงานออกหนังสือแนะนำให้จัดซื้อรวมกันก็ยังซื้อไม่ได้ แต่เขากลับแบกมันกลับมาเป็นกระสอบ ใครเห็นเข้าจะไม่ตกใจได้อย่างไร
เขาส่งสายตาให้พวกเธอ แล้วแต่งเรื่องส่ง ๆ ไปว่า “จะเป็นไปได้ยังไง ฉันเก็บของเก่ามาได้ต่างหาก”
หญิงสาวทั้งสี่สบตากันเมื่อได้ยินเช่นนั้น มุมปากเจียงหว่านอี๋กระตุก ราวกับกำลังบอกว่า ข้ออ้างของนายเหลวไหลเกินไปแล้ว แต่ทุกคนต่างก็ฉลาด เมื่อโจวเชาไม่พูด พวกเธอก็ไม่กล้าซักต่อ
