ส่วนเฝิงเสี่ยวหู่กับพวกนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง แค่คำว่าอเนจอนาถยังบรรยายไม่พอ เขาเป็นคนหนุ่มจากในเมือง ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยทำงานใช้แรงเลยสักครั้ง
นั่งรถมาตลอดสองวันหนึ่งคืน ร่างกายก็เหนื่อยล้าเต็มที ต่อให้ให้เดินตัวเปล่า พวกเขาก็คงไปได้ไม่ไกล
หลายคนหอบสัมภาระหนักอึ้ง เดินไปตามถนนโคลน ทุกย่างก้าวล้วนรู้สึกหนักหน่วง
เฝิงเสี่ยวหู่เดินตัวเปล่า มีลูกน้องสองคนประคองซ้ายขวา ตอนนี้ขาเขาอ่อนปวกเปียก เดินแทบไม่ไหว สัมภาระทั้งหมดจึงตกอยู่บนบ่าของลูกน้องทั้งสอง
เวลานี้ลูกน้องทั้งคู่มองเฝิงเสี่ยวหู่ด้วยแววตาขุ่นเคือง หากไม่กลัวว่าเฝิงเสี่ยวหู่จะเอาคืนในภายหลัง พวกเขาคงอยากทิ้งเขาไว้ตรงนี้ แล้วหอบสัมภาระของตัวเองเดินไปเสียเดี๋ยวนี้
ยุวชนอีกสองคนไม่มีท่าทีจะช่วย พวกเขาเองก็เหนื่อยแทบแย่ ไหนเลยจะมีแรงเหลือไปช่วยคนอื่น
ถ้ายังไม่ใกล้ค่ำ พวกเขาอาจนั่งลงรอให้รถบรรทุกย้อนกลับมารับก็ได้
แต่ตอนนี้ไม่กล้าหยุดจริง ๆ อีกไม่นานฟ้าก็มืดแล้ว หากไปไม่ถึงสหกรณ์ประชาคมก่อนค่ำ ในถิ่นทุรกันดารเช่นนี้ ถ้าเจอสัตว์ป่าขึ้นมาอาจถึงตายได้
เจ้าหน้าที่ที่ไปส่งผู้อำนวยการหลี่ที่โรงพยาบาลก็เป็นห่วงเรื่องนี้เช่นกัน พอรถบรรทุกถึงโรงพยาบาล เขาก็เรียกคนขับให้รีบขับรถตามยุวชนทั้งห้าคนไป แล้วพาพวกเขากลับสหกรณ์ประชาคม
หากเกิดเรื่องกับยุวชนระหว่างทาง พวกเขาหลายคนต้องรับผิดชอบ
ลมเย็นพัดปะทะใบหน้า ท้องฟ้าค่อย ๆ มืดลง แต่รถบรรทุกก็ยังไม่โผล่มาให้เห็น สีหน้าของทุกคนเคร่งเครียด ในใจก็อดหวาดหวั่นไม่ได้
พวกเขาหันกลับไปมองครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดแสงไฟริบหรี่ก็ปรากฏขึ้นที่ไกล ๆ พอมองเห็นเค้าโครงของรถราง ๆ รถบรรทุกกลับมาเสียที
ทุกคนทรุดนั่งลงกับพื้น รอรถบรรทุกโดยไม่อยากเดินต่อแม้แต่ก้าวเดียว
