โจวเชาคิดว่าห้องอาบน้ำเป็นที่ลับตาคน จึงศึกษามิติธาราวิญญาณต่อ เขาไม่รู้ว่าต้องใช้มันอย่างไร จึงถือถังน้ำไว้ในมือแล้วนึกอยากเก็บถังเข้าไปในมิติ ทันใดนั้นถังก็หายวับไปปรากฏอยู่ข้างใน
แล้วตัวเราเข้าไปได้หรือเปล่า? พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา โจวเชาก็พบว่าตัวเองเข้าไปอยู่ในมิตินั้นแล้ว ฝ่าเท้าเหยียบลงบนดินเหลืองร่วนซุย สัมผัสได้สมจริงมาก
อยากออกไป โจวเชาก็กลับมาปรากฏตัวในห้องอาบน้ำอีกครั้ง
เขาลองดูอีกว่าสามารถเก็บของจากระยะไกลได้หรือไม่ ก่อนจะพบว่าสิ่งของที่อยู่ห่างจากตัวไม่เกิน 2 เมตรล้วนเก็บเข้าไปในมิติได้ทันที และยังนำสิ่งของจากในมิติออกมาวางตรงไหนก็ได้ภายในระยะ 2 เมตรจากตัวเขา
เขาศึกษาวิธีใช้มิติธาราวิญญาณจนพอเข้าใจแล้ว เหลือแค่ยังไม่รู้ว่าถ้าปลูกพืชในนั้นจะเติบโตดีกว่าข้างนอกหรือไม่ คิดว่าถ้ามีโอกาสค่อยหาเมล็ดพันธุ์มาลองดู
เขาไม่มัวโอ้เอ้อีก รีบอาบน้ำให้เสร็จ เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสะอาด แล้วมุ่งหน้าไปบ้านโจวต้าฉุย
บ้านโจวต้าฉุยอยู่ห่างจากบ้านเขาเพียงสองถนน โจวเชาใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีก็ไปถึง
กับข้าวถูกจัดวางบนโต๊ะอาหารแปดเซียนแล้ว โจวต้าจู้กำลังนั่งอยู่ข้าง ๆ
บนโต๊ะมีหมูตุ๋นซีอิ๊วชามหนึ่ง มันเยิ้มเป็นเงาโรยต้นหอมซอยไว้ด้านบน ไก่ผัดพริกแห้งหนึ่งชาม มะเขือยาวตุ๋นซีอิ๊วหนึ่งชาม และผักบุ้งหนึ่งชาม
อาหารมื้อนี้หรูหราไม่ต่างจากช่วงตรุษจีน ดูท่าโจวต้าฉุยจะลงทุนไม่น้อยเพื่อทำให้เขาตายใจ
โจวเชาแอบด่าตัวเองในใจว่า ชาติก่อนทำไมถึงโง่ขนาดนั้น ถึงได้หลงกลตาเฒ่าเจ้าเล่ห์นี่ คนที่ขี้เหนียวจนไม่ยอมควักเงินสักเหมา จู่ ๆ กลับชวนกินข้าว ย่อมต้องมีแผนไม่ดีแน่
พอเห็นโจวเชามาถึง โจวต้าฉุยก็ทักทายอย่างสนิทสนม พลางเชื้อเชิญให้นั่ง สีหน้าท่าทางเป็นกันเองเสียจนโจวเชาไม่เคยเห็นแม้แต่จากแม่ของตัวเอง
ถ้าไม่ได้ย้อนเวลากลับมาและมีความทรงจำจากชาติก่อน ทั้งยังรู้ว่าโจวต้าฉุยกำลังจะทำอะไร เกรงว่าเขาคงโดนหลอกซ้ำอีกครั้ง
“อวี้เหมย เอาเหล้าที่ฉันเอากลับมาสองขวดมาให้หน่อย วันนี้ฉันจะดื่มกับโจวเชาให้เต็มที่” โจวต้าฉุยตะโกนเข้าไปในครัว
“ได้ค่ะ พ่อ” หลี่อวี้เหมยตอบ ก่อนจะบิดสะโพกเดินออกจากครัวเข้าไปในห้องด้านใน ครู่เดียวก็หยิบเหล้าเหลียงเย่ออกมาขวดหนึ่ง
หลี่อวี้เหมยเป็นภรรยาของโจวเจี้ยน ลูกพี่ลูกน้องของโจวเชา ทั้งคู่เพิ่งแต่งงานกันในปีนี้
ปีนี้เธอเพิ่งอายุ 20 ใบหน้าเนียนนุ่มชุ่มชื้นราวกับบีบน้ำออกมาได้ รูปร่างก็อวบอิ่มมีส่วนเว้าส่วนโค้ง
“พี่สะใภ้!” โจวเชาทักทาย
“จ้ะ!”
หลี่อวี้เหมยเปิดขวดเหล้าแล้วรินให้ทั้งสองคน โจวเชารีบรับขวดมา ยิ้มน้อย ๆ “พี่สะใภ้ ผมรินเองครับ”
“เสี่ยวเชา ลองชิมฝีมือพี่สะใภ้หน่อยสิ ถูกปากไหม”
“ผมอยากชิมฝีมือพี่สะใภ้มานานแล้วครับ แค่ยังไม่มีโอกาสสักที”
โจวต้าฉุยฟังแล้วกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง เขาจะฟังไม่ออกได้อย่างไรว่าคำพูดของโจวเชาหมายถึงอะไร ก็หาว่าเขาขี้เหนียวนั่นแหละ
“ต่อไปก็มาหาลุงบ่อย ๆ สิ พ่อเธอไม่อยู่แล้ว พวกเราลุงหลานยิ่งควรสนิทกันเข้าไว้”
“ครับ ๆ ผมจะฟังลุงครับ ถึงตอนนั้นลุงอย่าเบื่อผมก็แล้วกัน!”
โจวเชาเหลือบมองนาฬิกาแขวนกลไกบนผนัง บ่ายโมงห้านาที คนที่มีงานทำคงไปทำงานกันหมดแล้ว ตอนเขามาที่นี่ก็ไม่เจอใครระหว่างทาง ดูท่าโจวต้าฉุยจะตั้งใจเลือกเวลานี้เป็นพิเศษ
ชาติก่อนเขาถูกคนกลุ่มหนึ่งลากลงจากเตียงตอนบ่ายสามโมง
เหลือเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง โจวเชาจึงไม่เกรงใจพวกเขา หยิบตะเกียบคีบหมูตุ๋นซีอิ๊วมันเยิ้มส่งเข้าปาก
เขาหิวจริง ๆ ด้วย หลังจากร่างกายแข็งแกร่งขึ้นสามเท่าเมื่อครู่นี้ ก็รู้สึกหิวขึ้นมาเป็นพิเศษ
โจวต้าฉุยยกแก้วขึ้นชนอยู่บ่อยครั้ง โจวเชาแสร้งทำเป็นดื่มรวดเดียวหมด แต่ความจริงเหล้าไม่ได้เข้าปากเขาสักหยด เขาเก็บมันเข้ามิติจากมืออย่างแนบเนียน
พอดื่มเหล้า บรรยากาศก็คึกคักขึ้นมา โจวเชารินเหล้าให้โจวต้าฉุยต่อ ทุกครั้งที่ริน เหล้าครึ่งแก้วจะเป็นเหล้าที่เอาออกมาจากมิติธาราวิญญาณ
ไม่นานเหล้าเหลียงเย่ขวดหนึ่งก็หมดเกลี้ยง โจวต้าฉุยดื่มไปทั้งขวด แล้วเปิดอีกขวด
โจวต้าฉุยเหลือบมองโจวเชา ทำไมหมอนี่ดื่มเก่งนัก ฉันใกล้เมาแล้ว แต่เขายังไม่เป็นอะไรเลย
“อวี้เหมย เธอก็ดื่มเป็นเพื่อนเสี่ยวเชาหน่อยสิ”
หลี่อวี้เหมยพยักหน้าอย่างว่าง่าย จากนั้นทั้งสามก็เริ่มดื่มด้วยกัน ไม่นานโจวต้าฉุยก็ฝืนไม่ไหว ฟุบหลับคาโต๊ะไปเสียแล้ว ส่วนหลี่อวี้เหมยก็ดื่มไปไม่น้อย ใบหน้าแดงระเรื่อ
เมื่อเห็นว่าได้เวลาแล้ว โจวเชาก็แสร้งทำเป็นเมา พูดจาลิ้นพันกัน กลั้นหายใจจนหน้าแดง ก่อนจะฟุบลงตรงขอบโต๊ะ หอบหายใจเสียงดัง น้ำลายไหลออกมา
“เสี่ยวเชา เสี่ยวเชา เป็นอะไรหรือเปล่า?” หลี่อวี้เหมยเรียกอยู่หลายครั้ง พอเห็นว่าโจวเชาเมาแล้วก็ประคองเขาเข้าไปในห้องของเธอ
โจวเช่าค่อย ๆ ปรือเปลือกตาขึ้น เห็นหลี่อวี้เหมยประคองเขาไปวางบนเตียง แล้วลงมือถอดเสื้อผ้าให้
หลี่อวี้เหมยมองร่างกายกำยำของโจวเชา ดวงตาเป็นประกาย เลียริมฝีปากแล้วกลืนน้ำลายไม่หยุด ความร้อนรุ่มพลุ่งพล่านขึ้นในใจ เธอพึมพำเสียงเบา “หุ่นล่ำบึกบึนจริง ๆ”
สายตาเลื่อนต่ำลงอย่างห้ามไม่อยู่ ปากอ้าค้างเป็นรูปตัวโอ เธอลอบจินตนาการไปไกล ปกติเธอได้ยินพวกผู้หญิงในละแวกบ้านคุยกันว่า ผู้ชายที่มีร่างกายแข็งแรงแบบนี้เท่านั้น ถึงจะทำให้ผู้หญิงได้ลิ้มรสความสุขอย่างแท้จริง
ฤทธิ์เหล้าทะลวงปราการสุดท้ายของสติไปจนหมด
“ขอแค่ถูไถนิดเดียวก็พอ”
หลี่อวี้เหมยรีบถอดเสื้อตัวนอก แล้วเป็นฝ่ายแนบตัวเข้าหา
แววเย็นชาวาบผ่านดวงตาโจวเชา เขาคิดในใจว่า ในเมื่อเธอเป็นฝ่ายลงมือก่อน ก็อย่ามาโทษเขาแล้วกัน เขาจะทวงดอกเบี้ยจากหนี้ที่ติดค้างไว้ในชาติก่อนก่อน
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย แล้วพลิกตัวกดหลี่อวี้เหมยไว้ใต้ร่าง
【ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่เติบโตขึ้น รางวัลคือเหรียญทอง 1 เหรียญ】
ครึ่งชั่วยามต่อมา หลี่อวี้เหมยก็หมดสติไป
โจวเชาสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย แล้วถอดเสื้อผ้าโจวต้าฉุยจนเหลือแต่ตัวเปล่า กลัวอีกฝ่ายจะฟื้นก่อนเวลา เขาจึงใช้สันมือฟาดต้นคอโจวต้าฉุยจนสลบ แล้วแบกร่างไปวางไว้ข้างหลี่อวี้เหมย
เขาจัดร่างเปลือยเปล่าทั้งสองให้อยู่ในท่าทางชวนแสบตา หลี่อวี้เหมยขดตัวอยู่ในอ้อมกอดโจวต้าฉุย โดยให้โจวต้าฉุยกอดเธอไว้
โจวเชายังจับมือทั้งสองข้างของโจวต้าฉุยไปวางบนตัวหลี่อวี้เหมย มือหนึ่งอยู่ด้านบน อีกมืออยู่ด้านล่าง
โจวเชามองผลงานชิ้นเอกของตัวเอง เยี่ยมยอด เขายังอุตส่าห์ห่มผ้าให้ทั้งคู่ด้วย
โจวเชาไม่รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปแม้แต่น้อย
เมื่อนึกถึงชาติก่อน เขาก็เป็นคนที่ถูกผู้หญิงคนนี้ทำลายชีวิต วันนั้นมีคนลากเขาลงจากเตียง หลี่อวี้เหมยนั่งยอง ๆ อยู่ตรงมุมห้อง เสื้อผ้ายับยู่ยี่ ร้องไห้กล่าวหาว่าเขาเมาแล้วล่วงเกินเธอ
โจวเชาแก้ตัวอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อ ถูกบีบให้สละโควตางานในโรงงานเหล็ก ทั้งยังต้องชดใช้เงินและเซ็นหนังสือยินยอมไม่เอาความ ถึงรอดจากการถูกส่งไปสถานีตำรวจ
เมื่อเสียงานไป เขาจึงทำได้แค่ลงชนบท แม่ตรอมใจจากการตายของพ่ออยู่แล้ว พอถูกซ้ำเติมหลายต่อหลายครั้งก็ล้มป่วยหนัก ผ่านไปเพียงสองปีก็จากไป
น้องสาววัย 16 ปี โจวหลิง ต้องแบกรับภาระดูแลบ้านตามลำพัง ทั้งดูแลแม่ที่ป่วย ทั้งเก็บเงินส่งมาให้เขา แม้จะตกอยู่ในสภาพยากลำบากเช่นนี้ ยังถูกโจวต้าฉุยเล่นงานจนต้องแต่งกับพ่อม่ายคนหนึ่ง
ตอนโจวเชากลับเข้าเมืองแล้วได้พบกับน้องสาว เขาตกใจจนพูดไม่ออก เธอเพิ่งอายุยี่สิบต้น ๆ แต่ใบหน้ากลับอิดโรย สีผิวหมองคล้ำ หลังงองุ้ม ดูแก่ราวกับหญิงวัยกลางคน
ใต้เสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยเขียวช้ำระเกะระกะ ภายหลังเขาถึงรู้ว่าพ่อม่ายคนนั้นลงไม้ลงมือกับเธอเป็นประจำ แต่น้องสาวเขียนจดหมายมาโดยไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย
แม่ก็จากไป พี่ชายก็อยู่ไกลถึงต่างถิ่น เธอไร้ที่พึ่ง ผู้ชายคนนั้นจึงยิ่งกำเริบเสิบสาน ทรมานเธอไม่เว้นแต่ละปี
ทั้งหมดนี้พวกมันติดค้างฉัน!
โจวเชาเห็นหนังสือปกแดงวางอยู่บนโต๊ะไม้ พอเปิดปกสีแดงออก ใต้พื้นที่ว่างสีขาวตรงมุมด้านล่างของหน้าแรก มีลายมือหมึกดำเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ‘โจวเจี้ยน ปี 1968 เลขที่ 68 ถนนตงฮวาเหมิน เขตสี่จิ่วเฉิง’
แผนการหนึ่งค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในหัวของเขา
