โจวเชายิ้มพลางขยับเข้าไปใกล้ทั้งสองคน “ไม่เป็นไร เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด”
เขาลอบใช้พลังมิติ เก็บปืนพกแบบ 54 ที่ซ่อนอยู่ในซองของทั้งสองคนเข้าไปในมิติ อยากรู้นักว่าพอปืนหาย พวกเขาจะต้องรับผิดชอบหนักแค่ไหน
ทั้งสองคนไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย ยังคิดเสียด้วยซ้ำว่าโจวเชารู้จักวางตัว รู้ว่าเวลาไหนควรถอย
เฝิงเสี่ยวหู่กับพรรคพวกอีก 2 คนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกไปอบรมสั่งสอนอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ปล่อยตัวกลับมา
เรื่องนี้ช่างเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
ทั้งสามคนเดินกลับไปยังที่นั่งของตัวเอง
หญิงสาวผู้มีความรู้จากเมือง 2 คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นพวกเขากลับมา สีหน้าก็เปลี่ยนไป ก่อนจะลุกขึ้นเดินมาหาโจวเชา
หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นว่า “สหาย เห็นตรงนี้ยังมีที่ว่างอีก 2 ที่ พวกเราขอนั่งด้วยได้ไหม?”
โจวเชามองที่นั่งว่างข้างตัว แล้วเกือบหลุดหัวเราะออกมา
เมื่อครู่เขาเพิ่งสั่งสอนเฝิงเสี่ยวหู่กับพรรคพวกไป ระหว่างทางมีคนยืนกันอยู่ไม่น้อย แต่กลับไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้ที่นั่ง 2 ที่นี้เลย คนอื่นต่างคิดว่าเขาเป็นคนเข้าหายาก
ตอนแรกโจวเชายังแอบดีใจที่มีพื้นที่กว้างขวาง แต่พอเงยหน้ามองที่นั่งเดิมของหญิงสาวทั้งสอง ก็เข้าใจสาเหตุในทันที
ทันทีที่เฝิงเสี่ยวหู่กับพวกขึ้นรถไฟก็เล็งพวกเธอไว้แล้ว ทั้งยังนั่งจ้องอยู่ฝั่งตรงข้ามจนหญิงสาวทั้งสองหวาดหวั่น
พวกเธอจึงอยากมาพึ่งพาโจวเชา คิดว่าเฝิงเสี่ยวหู่ถูกเขาซ้อมไปแล้ว คงไม่กล้ามาหาเรื่องอีก
“นั่งเถอะ ที่นั่งไม่ได้เป็นของฉันคนเดียวสักหน่อย”
ตอนนี้ที่นั่ง 6 ที่มีคนนั่งอยู่ 5 คน คำโบราณว่าไว้ ผู้หญิง 3 คนรวมกันเป็นละครหนึ่งเรื่อง แต่ตอนนี้หญิงสาว 4 คนมารวมกลุ่มกัน บรรยากาศครึกครื้นไม่น้อย
ทุกคนยังอายุน้อย ไม่นานก็เริ่มคุยกันสนุกสนาน คราวนี้โจวเชาจึงได้พิจารณาหญิงสาวหน้าใหม่ทั้งสองอย่างจริงจัง
หญิงสาวที่เป็นฝ่ายเริ่มพูดชื่อซูชิงชิง มาจากนครหู่
เธอสวมเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดสีฟ้าอ่อนที่ซักจนสีซีด ใส่กางเกงขายาวสีกากี ผมถักเป็นเปียเดียว
โจวเชาอดรำพึงในใจไม่ได้ว่า ในยุคนี้หญิงสาวผู้มีความรู้ 10 คน มีถึง 9 คนที่ทำผมทรงเดียวกัน ต่างกันก็แค่ถักเปีย 1 เส้นหรือ 2 เส้นเท่านั้น
