ผู้ช่วยผู้บังคับบัญชาถูกอาคิยามะพ่นน้ำลายใส่หน้า แต่ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย ในหัวนึกถึงเรื่องที่เคยไปส่งจดหมายให้เฉินกุยและล่อสังหารหน่วยสารวัตรทหารคราวก่อน เข้าใจดีว่าคราวนี้คงหนีไม่พ้นต้องเดินบนเส้นทางเก่าอีกครั้ง
แต่ครั้งนั้นเป็นตอนกลางคืน คนของเฉินกุยมีน้อย รถหลายสิบคันใช้เวลาแค่สิบกว่านาทีก็ผ่านไป
คราวนี้เป็นกองกำลังใหญ่มาจากจินหลิง คนคงไม่น้อย ข้าวของยิ่งไม่น้อย
ในเมื่อพวกมันมาแล้ว ก็ต้องหมายใจจะยึดเมืองจู้หรงให้ได้เบ็ดเสร็จ ไม่มีทางเป็นแค่ขอยืมทางเหมือนคราวก่อนแน่
“ท่านครับ เรา... เราจะไม่ลองปรึกษากับเฉินกุยดูหรือ”
“ปรึกษา?”
อาคิยามะหรี่ตาลง อารมณ์นิ่งขึ้นบ้าง
“ปรึกษายังไง”
ผู้ช่วยผู้บังคับบัญชาหันไปมองนอกหน้าต่าง ตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครได้ยิน แล้วจึงขยับเข้าใกล้อาคิยามะ กดเสียงต่ำสุด
“เราถอนกำลังออกจากจู้หรง ข้าวของ กระสุน เสบียงในเมืองที่ขนไปไม่ทันยกให้พวกเขาทั้งหมด เพื่อแลกกับการให้พวกเขาช่วยเราแสดงละครตบตาสักฉาก
เช่น สร้างร่องรอยการปะทะนอกเมืองสักทิศทางหนึ่ง หรือให้พวกเขาใช้ปืนครกยิงถล่มใส่หน่วยล่วงหน้าของเราสักสองสามนัด เราบาดเจ็บเสียหายหนักจึงจำต้องย้ายกำลัง
แบบนี้ก็ไม่ไปทำให้เฉินกุยขุ่นเคือง แล้วภายหลังยังชี้แจงกับเบื้องบนได้ด้วยว่า เราไม่ได้หนี แต่สู้ไม่ไหวจริง ๆ เพราะขนาดผู้บัญชาการกองทัพภาคยังต้านไม่อยู่ แล้วเราจะมีปัญญาอะไรไปต้าน”
อาคิยามะฟังไปตาก็เป็นประกายขึ้นเรื่อย ๆ
พอผู้ช่วยผู้บังคับบัญชาพูดจบ เขาหรี่ตาลง ใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ อยู่นานกว่าจะค่อย ๆ พยักหน้า
“ไม่เลว แบบนี้ก็ทั้งรักษาหน้าให้เฉินกุย ทั้งรักษาอนาคตของพวกเราไว้ได้ ภายหลังหากเบื้องบนสอบสวน เมืองจู้หรงเสียไป แต่คนยังอยู่ ยังบอกได้ว่าเป็นการเคลื่อนกำลังทางยุทธศาสตร์ เรื่องนี้นายไปจัดการ”
