เมิ่งถังรู้สึกว่า ถ้าตัวเองอยู่ต่ออีกสักวินาทีคงต้องแตกแน่ ความละล่ำละลักของเธอในสายตาคนอื่นดูไร้สาเหตุและเหมือนกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง
เธอไม่มั่นใจว่า สวีเฮ่อชิงจะมองออกจากพิรุธเล็ก ๆ น้อย ๆ ถึงความรู้สึกของเธอหรือเปล่า
“เดตอะไรกัน” เว่ยชวนเห็นเธอตื่นตระหนกไม่เป็นท่า จึงช่วยแก้ต่างให้ “เธอเกือบโดนน้ำซุปลวก ฉันแค่ดึงไว้”
สวีเฮ่อชิงมองเห็นหน้าเมิ่งถังชัด ๆ ก็อุทานอย่างแปลกใจว่า “คุณนี่เอง”
เมิ่งถังนิ่งไป “คุณจำฉันได้เหรอ”
เธอคือเพื่อนร่วมห้องของเซี่ยหลิงอิน สวีเฮ่อชิงย่อมรู้อยู่แล้ว แต่ตอนปีหนึ่ง เขาก็เคยช่วยเธอจริง ๆ
“จำได้สิ คุณแพ้กีวี”
ดวงตาของเมิ่งถังเปล่งประกายวาบ เขาจำได้ด้วย
เว่ยชวนถือโอกาสกดให้เธอนั่งลงที่โต๊ะอาหาร พลางถามไปด้วยว่า “สองคนนี้รู้จักกันมาก่อนเหรอ ฟังดูสนิทกันจัง”
“ไม่สนิทหรอก” เมิ่งถังเม้มปาก “ตอนนั้นฉันแพ้กีวีที่โรงอาหาร เป็นเพื่อนสวีที่พาไปส่งโรงพยาบาล”
เว่ยชวนฟังแล้วขำ “รู้ตัวว่าแพ้กีวี แต่ยังจะวิ่งเข้าใส่ นี่โรงอาหารไหนกันที่ทำให้อยากขนาดนี้ แนะนำให้หน่อยสิ”
เมิ่งถัง “……เนื้อหมักด้วยกีวี ฉันไม่รู้มาก่อน”
พูดจบ เธอก็ก้มหน้า ใช้ตะเกียบคีบข้าวทีละเม็ดเข้าปาก
เพราะเพื่อนร่วมห้องของเว่ยชวนร่วมวงด้วย ตอนนี้คนที่นั่งตรงข้ามเธอคือสวีเฮ่อชิง
เพื่อนร่วมห้องอีกสองคนของเว่ยชวน คนหนึ่งชื่อเหลียงเหิง อีกคนชื่อหลี่จั๋ว หลังจากเมื่อคืนฟังคำอธิบายของเว่ยชวนแล้ว ทั้งคู่ก็เลิกแซว
พอรู้ว่าเว่ยชวนให้เมิ่งถังแกะสลักอะไรสักอย่างเพื่อเตรียมสารภาพรัก ก็อดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ว่า
“พี่ชวน คนที่พี่ชอบนี่ใครกันแน่ ปิดซะมิดชิดเชียวนะ”
เมิ่งถังเองก็สงสัย หางตาเหลือบมอง
เท่าที่เธอรู้ สาว ๆ ที่ชอบเว่ยชวนมีไม่น้อยเลย
“รอสารภาพสำเร็จก่อนค่อยบอกพวกนาย เกิดเขายังไม่ชอบฉันขึ้นมาล่ะ” เว่ยชวนทำสีหน้าจริงจัง “ถึงจะล้มเหลว ก็ไม่กระทบอีกฝ่าย”
เหลียงเหิงทำน้ำเสียงเกินจริง “มีผู้หญิงไม่ชอบนายด้วยเหรอ”
เว่ยชวน “ก็ใช่น่ะสิ”
ข้าง ๆ ก็นั่งอยู่คนหนึ่ง
สวีเฮ่อชิงหัวเราะ “แล้วนายคิดจะสารภาพรักเมื่อไหร่”
“ฉันให้เมิ่งถังแกะของจุกจิกเล็ก ๆ ให้ชิ้นหนึ่ง” เว่ยชวนหันมามอง “รอเสร็จก่อนค่อยว่ากัน ยังไงก็คงสักเดือนกว่า ๆ”
สวีเฮ่อชิงหลุดขำ “ตั้งแต่ปิดเทอมก็โวยวายในกลุ่มว่าจะสารภาพรักตอนเปิดเทอม พูดอย่างเดียวไม่เคยทำ”
“คราวนี้ไม่มีหมกเม็ดแน่” เว่ยชวนยิงฟันขาว “ของนี่ฉันให้คนทำแล้วนะ”
เมิ่งถังฟังพวกเขาคุยกันตลอด คณะพลศึกษาคือคณะนักกีฬากับสื่อกีฬาพักรวมกัน คุยไปคุยมาก็ถึงเรื่องการแข่งขัน CUBAL
การแข่งขันระดับรากหญ้าคือการแข่งระหว่างมหาวิทยาลัยในมณฑล สองอันดับแรกถึงจะผ่านเข้ารอบแบ่งเขต
กินข้าวเสร็จ เว่ยชวนก็พูดกับเพื่อนร่วมห้องว่า “พวกนายไปก่อนเถอะ ฉันกับเมิ่งถังยังมีธุระนิดหน่อย”
รู้ว่าสองคนนี้จะคุยเรื่องแกะสลักไม้กัน สวีเฮ่อชิงจึงลุกขึ้นก่อน
เมิ่งถังคอยจับจ้องสวีเฮ่อชิงอย่างตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง ก็พบว่าเขาเลี้ยวไปทางตะวันออกแล้วหิ้วข้าวกล่องหนึ่งออกไป
เมิ่งถังสงสัยในใจ เขากินไปแล้วไม่ใช่เหรอ
เว่ยชวนยกมือโบกสบาย ๆ ตรงหน้าเมิ่งถัง “เธอชอบเขาเหรอ”
“นายบ้าอะไร” เมิ่งถังเหมือนถูกกระตุ้น โต้กลับอย่างตื่นเต้น
“อ้าว ฉันดูผิดจริง ๆ เหรอ” สีหน้าเว่ยชวนมั่นใจมาก
“ไม่ ไม่ได้ชอบ” เมิ่งถังเถียงอย่างขี้ขลาด “อย่าพูดมั่ว”
ใบหน้าเรียวงามเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
เว่ยชวนมองแล้วอยากหัวเราะ “หลอกผีเถอะ เขามาปุ๊บ เธอก็จะไปปั๊บ โดนเข้าใจผิดก็เกือบร้องไห้ ตอนกินข้าวไม่กล้ามองเขา พอเขาไปแล้ว เธอกลับจ้องตาไม่กระพริบ”
“ฉัน…”
เมิ่งถังอยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา เธออดบ่นในใจไม่ได้ว่า เว่ยชวนนี่ เมื่อไหร่ควรละเอียดก็ไม่ละเอียด เมื่อไหร่ไม่ควร ดันมีดวงตาเหมือนผ่านไฟสามเนตร (หมายถึงตาแหลมคม) เสียนี่
ไม่มีทาง เมิ่งถังทั้งงอนทั้งหงอ อ้อนวอนเว่ยชวนว่า “นายช่วยเก็บเป็นความลับให้ได้ไหม ฉันจะแกะให้ฟรี เอาค่าไม้อย่างเดียว”
เว่ยชวนรู้สึกว่าเมิ่งถังน่าสนุกมาก จึงถามยิ้ม ๆ ว่า “เธอไม่เคยคิดจะสารภาพเลยเหรอ”
เมิ่งถังเงียบไปนาน แล้วพูดว่า “ถ้าเกิดถูกปฏิเสธ จะไม่น่าอายมากเหรอ”
“น่าอายเหรอ” เว่ยชวนขำออกมาจริง ๆ “ใครบ้างไม่มีเรื่องน่าอายสักสองสามเรื่อง แล้วอีกอย่าง สารภาพแล้วถูกปฏิเสธ มันไม่ควรจะทุกข์ทรมานเหรอ เธอมีแต่กังวลเรื่องอายเนี่ยนะ”
“นายไม่เข้าใจ” เมิ่งถังยืนกรานจะเป็นตัวเอง
“ฉันคนจะสารภาพนะ ไม่เข้าใจเหรอ” เว่ยชวนชี้ที่ตัวเอง “เธอกับสวีเฮ่อชิงอยู่คนละคณะ แถมคนละห้อง ต่อให้ถูกปฏิเสธ ก็มีแค่ตัวเธอเองที่รู้ สวีเฮ่อชิงไม่ใช่คนปากมาก”
“ถ้าเธออยากได้วีแชทของสวีเฮ่อชิง ฉันส่งให้ได้นะ ยังไงก็ตายทั้งนั้น อย่าให้ตัวเอง憋ตายเลย”
เมิ่งถังส่ายหน้า “ช่างเถอะ”
ถึงให้มาจริง เธอก็ไม่กล้าแอด ไม่มีข้ออ้าง
เห็นเขายังจะคุยเรื่องสวีเฮ่อชิงกับเธออีก เมิ่งถังรีบพูดว่า “เรื่องไม้แกะสลัก เธอพอมีความคิดอะไรไหม”
เว่ยชวนส่ายหัว “สวย ๆ ก็พอ”
เมิ่งถัง “เธอต้องบอกความคิดของเธอให้ฉันฟัง ฉันถึงจะออกแบบผสมผสานได้ กุหลาบหนึ่งดอกแกะสองร้อยครั้งกับสองพันครั้งมันต่างกันโดยสิ้นเชิง”
เว่ยชวน “ที่ฉันต้องการก็คือพิถีพิถันหน่อย”
“……แค่นั้นเหรอ”
“แค่นั้น”
เมิ่งถังขมวดคิ้ว “กว้างเกินไป รายละเอียดอีกหน่อยสิ อย่างเช่นเธออยากได้องค์ประกอบอะไร”
เว่ยชวนเกาหัว “ฉันไม่ค่อยรู้จริง ๆ เธอดูออกแบบแล้วกัน”
“……ก็ได้”
“ฉันไม่ขาดเงิน เอาให้เจ๋งที่สุดเท่าที่จะเจ๋งได้”
เมิ่งถังรู้ว่าเขาไม่ขาดเงิน ในมหาวิทยาลัยไม่เคยหยุดที่จะพูดกันว่าเว่ยชวนคือคุณหนูรวย
สองคนเดินไปทางใต้ตามถนนหน้าประตูโรงอาหาร
ไม่พูดก็อึดอัด แต่เว่ยชวนนี่ไม่ทำให้บรรยากาศเงียบ เขามองทางแยกข้างหน้า แล้วถามเมิ่งถังว่า “เธอไปไหน”
น้ำเสียงเหมือนเพื่อนสนิทที่คุ้นเคยกัน
“ไปสตูดิโอแกะสลักไม้”
เธอใช้เวลาอยู่ในหอพักน้อยมาก นอกจากภาระงานเยอะแล้ว ฝีมือแกะสลักไม้ที่สืบทอดจากคุณตาก็ไม่กล้าละเลยแม้แต่วันเดียว
ตลอดสี่ปีมหาวิทยาลัย เธอทำตามที่คุณปู่สั่งมาตลอดว่า “ไม่ออกงานไม่มีมือ”
ทุกเดือนต้องกลับไปครั้งหนึ่ง คุณปู่จะตรวจสอบ
“ฉันไปฝึกซ้อม” เว่ยชวนพูด
เมิ่งถังตอบ “อ้อ” ลังเลชั่วครูก็หยุดฝีเท้า
เว่ยชวนหันมามองเธอ “มีอะไรอีกเหรอ”
เขาสูงเกินไป เมิ่งถังเงยหน้ามองยังรู้สึกเมื่อย
เธอก็ไม่ใช่ไม่ไว้ใจเว่ยชวน แค่เพื่อให้ใจสงบขึ้นหน่อย เธอจึงถามว่า “นายจะรักษาความลับของฉันได้จริง ๆ เหรอ”
ในแววตาสีอ่อนนั้นมีทั้งกังวลและสงสัย
เว่ยชวนชะงักไปสองวิ ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วพูดว่า “อย่างนี้แล้วกัน ฉันก็บอกความลับของฉันให้เธอเรื่องหนึ่ง”
เมิ่งถังถามโดยอัตโนมัติว่า “อะไร”
“ฉันน่ะขี้หน้าบ้าง” เว่ยชวนพูดยืดยาว “กลัวสารภาพรักแล้วถูกปฏิเสธ เลยไม่เคยบอกเพื่อนร่วมห้องว่าคนที่ชอบคือใคร ฉันบอกเธอแล้วกัน ถือว่าเราสองคนแลกความลับกัน อย่างนี้เธอก็ไม่ต้องกังวลแล้ว”
เมิ่งถังชะงัก “นายจะบอกฉันว่าใครคือคนที่นายชอบเหรอ”
“อือ” เว่ยชวนโบกมือ เป็นเชิงให้เธอเข้ามาใกล้ ๆ
เมิ่งถังก้าวไปข้างหน้าอย่างคลางแคลง เอาหูเข้าไปใกล้ ๆ
เว่ยชวนกับเธอยืนเยื้องกันเล็กน้อย กระซิบข้างหูเธอถึงชื่อหนึ่ง
เมิ่งถังถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างตกใจ “นายว่าไงนะ”
เว่ยชวนรู้สึกว่าเมิ่งถังตอนตกใจนี่ทื่อจริง ๆ ถามยิ้ม ๆ ว่า “ตกใจอะไรขนาดนั้น หรือว่าเธอรู้จักเซี่ยหลิงอิน”
เมิ่งถัง “……”
ไม่ใช่แค่รู้จักสิ!