บริเวณสำนักงานอันกว้างใหญ่พลันเงียบกริบลงในชั่วพริบตา
หยานซือถงถูกเธอตวาดใส่จนขวัญหนีดีฝ่อไปครึ่งหนึ่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความสับสนและทำอะไรไม่ถูก ริมฝีปากสั่นระริก “รูป...รูปอะไรเหรอคะ?”
“ยังจะแสร้งอีกเหรอ? รูปในกลุ่มทาสยามเฝ้าเงินเดือนสายเลือกเทพนั่นส่งมาจากบัญชีของเธอเองนะ ตกลงคิดจะทำอะไรกันแน่?”
คำพูดที่ฟังดูตรงไปตรงมา ทั้งยังคอยคิดเผื่อเธอไปเสียทุกอย่างของหนิงเวยเวย ทำเอาเมิ่งเซิงมองจนงุนงงไปหมด
หยานซือถงได้ยินดังนั้นก็รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดกลุ่ม แล้วเลื่อนดูประวัติข้อความ ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกหวาดผวา “ภัณฑนากรคะ ภัณฑนากร นี่ไม่ใช่หนูนะคะ หนูไม่ได้...”
เมิ่งเซิงถามกลับด้วยสีหน้าเย็นชา “แต่รูปนี้ส่งมาจากบัญชีของเธอจริง ๆ เธอจะอธิบายยังไง?”
“ฉัน...ฉันไม่รู้ค่ะ ฉันไม่รู้จริง ๆ ภัณฑนากร ฉันไม่เคยถ่ายรูปแบบนี้ ไม่เชื่อก็ดูอัลบั้มรูปของฉันได้ ในอัลบั้มของฉัน...”
หนิงเวยเวยเอ่ยขัดขึ้น เสียงสูงขึ้นหลายระดับ “เธอไม่รู้ แล้วใครจะรู้ล่ะ? นี่ไม่ใช่ภาพหน้าจอที่ปลอมแปลงได้ พวกเราก็เห็นกันอยู่ หรือจะบอกว่ามีคนแฮ็กบัญชีเธอแล้วจงใจส่งรูปนี้?”
“ฉัน...ฉัน...ฉันไม่รู้จริง ๆ ค่ะ”
หยานซือถงพูดอะไรไม่ออก ยิ่งร้อนใจก็ยิ่งกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ปล่อยให้ไหลพรากลงมา
เมิ่งเซิงขมวดคิ้วถาม “บ่ายสี่โมงกว่าเธอไปทางทีมจัดนิทรรศการมาหรือเปล่า?”
หยานซือถงเช็ดน้ำตาพลางพยักหน้า “ค่ะ ไปค่ะ ฉันไปกับหัวหน้าหนิง แล้วก็เสี้ยวเสี้ยว”
“กลับมาด้วยกันหรือเปล่า?”
“เปล่าค่ะ หัวหน้าหนิงมีธุระคุยกับหัวหน้าหยางของทีมจัดนิทรรศการ ส่วนเสี้ยวเสี้ยวต้องไปที่โถงจัดแสดงชั้นหนึ่งต่อ ฉันต้องพิมพ์หนังสือภาพนิทรรศการของโซนจัดแสดง B แล้วก็จัดเก็บเอกสาร เลยแยกกับพวกเธอที่ลิฟต์หมายเลขสองค่ะ”
