เมิ่งเซิงชะงักไป
ข้อนิ้วที่กำแก้วอยู่ซีดขาวขึ้นเล็กน้อย
ร้านนี้อยู่ใกล้พิพิธภัณฑ์ศิลปะก็จริง แต่บริษัทก่อสร้างที่เขาดูแลอยู่ห่างจากที่นี่ตั้งสี่สิบถึงห้าสิบนาที
พวกเขานี่ไม่ปล่อยให้เวลาที่ใช้เดตหลุดมือไปแม้แต่นิดเดียวจริง ๆ
แก้วกาแฟบดบังรอยยิ้มเยาะที่ผุดขึ้นตรงมุมปากของเธอ
เขาต้องมีจิตใจแข็งแกร่งแค่ไหน ถึงทำใจได้อย่างสบายอกสบายใจ ทั้งยังหน้าด้านพาเธอมาร้านอาหารที่เคยมาเดตกับหนิงเวยเวยแบบนี้
“เซิงเซิง อยากกินอะไร” ชางปออวี้ยื่นเมนูให้เธอ
เมิ่งเซิงดันเมนูกลับไป “ฉันกินอะไรก็ได้ คุณสั่งเถอะ”
ชางปออวี้รู้ว่าเธอไม่ชอบสั่งอาหารอยู่แล้ว จึงไม่ได้เกี่ยง สั่งอาหารสามอย่างกับซุปหนึ่งถ้วย ล้วนเป็นของที่เมิ่งเซิงชอบกินตามปกติ
แค่คิดว่าเมื่อวานเขากับหนิงเวยเวยนั่งตรงตำแหน่งนี้ กินข้าวกันอย่างหวานชื่น เธอก็ไม่เพียงแต่หมดความอยากอาหาร แต่ยังรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาอีกด้วย
แต่เธอก็ยังฝืนกินไปสองสามคำ เพราะกลัวชางปออวี้จะสังเกตเห็นความผิดปกติ
เห็นเธอวางชามกับตะเกียบ ชางปออวี้ก็ขมวดคิ้ว “ไม่กินแล้วเหรอ”
“อืม อิ่มแล้ว”
ชางปออวี้ถอนหายใจอย่างจนใจ แววตาฉายความเป็นห่วงอยู่หลายส่วน “คุณกินน้อยเกินไปแล้ว ดูท่าทางความอยากอาหารก็ยังไม่ดีขึ้นเลย พรุ่งนี้เช้าผมจะตื่นมาเคี่ยวลูกแพร์ตุ๋นน้ำตาลกรวดให้คุณนะ”
