น่าเสียดายที่ตอนนี้ซูอันไม่ได้อ่อนแอบอบบางเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ภายใต้อิทธิพลของพลังพิเศษ เธอไม่ใช่คนที่จะถูกรังแกได้ง่าย ๆ
ซูอันเตะเฉินอ้ายเหมยที่พุ่งเข้ามาใส่เต็มแรง จากนั้นก็คว้าผมของอีกฝ่ายแล้วกระแทกศีรษะเข้ากับตู้
เฉินอ้ายเหมยรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง สมองมึนงงไปหมด ก่อนร่างทั้งร่างจะล้มลงไปกองกับพื้น
ซูเยว่กับซูเฉียงไม่คิดเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แรงของซูอันไปเพิ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงขั้นที่ซูกั๋วหัวกับเฉินอ้ายเหมยสองคนยังสู้เธอไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือ?!
ทั้งคู่มองซูเยว่ราวกับกำลังมองสัตว์ประหลาด
ซูอันมองซูกั๋วหัวกับเฉินอ้ายเหมยที่นอนอยู่บนพื้น แต่ก็ยังรู้สึกว่ายังระบายความโกรธไม่พอ
ความทุกข์ยากทั้งหมดที่เธอเผชิญในบ้านหลังนี้ล้วนเกิดจากสองคนนี้ เธอต้องทวงคืนให้ได้
ซูอันขึ้นคร่อมซูกั๋วหัว แล้วต่อยร่างเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซูกั๋วหัวถูกต่อยจนสลบไป ก่อนจะสะดุ้งฟื้นขึ้นมาเพราะความเจ็บ วนเวียนอยู่อย่างนั้นจนในที่สุดก็แน่นิ่งไป
เฉินอ้ายเหมยเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ถูกซูอันต่อยไม่รู้กี่หมัด สุดท้ายก็หมดสติไปเลย
ซูอันรู้สึกว่ามือเจ็บไปหมด ถึงได้ยอมหยุด
ซูเยว่กับซูเฉียงมองซูอันที่ลุกขึ้นยืนด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่น ซูอันจัดการซูกั๋วหัวเสร็จแล้ว จะหันมาซ้อมพวกเขาต่อหรือเปล่า?
โชคดีที่ซูอันเพียงเหลือบมองทั้งคู่ด้วยสายตาเรียบเฉย แล้วก็กลับเข้าห้องไป
คราวนี้ใช้แรงไปไม่น้อย ซูอันต้องพักให้หายเหนื่อยเสียก่อน
ถึงจะเหนื่อยอยู่บ้าง แต่ซูอันกลับรู้สึกโล่งใจ หากชาติที่แล้วเธอระเบิดอารมณ์ออกมาได้แบบนี้ ก็คงไม่ถูกคนตระกูลซูรังแกจนย่ำแย่ขนาดนั้น
ซูอันคิดว่าพอซ้อมคนตระกูลซูไปสักยกแล้ว พวกนั้นคงจะเชื่อฟังขึ้น
แต่ก็จริงอย่างที่คิด ยังมีคนที่ไม่เข็ดและหาเรื่องไม่เลิก
ซูเยว่พาตำรวจหลายคนกลับมาด้วย กล่าวหาว่าซูอันจงใจทำร้ายร่างกาย
เมื่อตำรวจมาหาซูอัน ซูเยว่ก็เผยแววสมใจออกมาทางสายตา
ต่อให้ผู้หญิงชั้นต่ำอย่างซูอันจะเก่งแค่ไหน ก็คงไม่กล้าลงมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรอก ครั้งนี้ฉันจะจัดการเธอให้สาสม!
เมื่อตำรวจเข้ามาสอบถาม ซูอันก็แสร้งทำท่าทางไร้เดียงสาและน่าสงสาร “คุณตำรวจคะ เรื่องนี้ไม่จริงเลย พวกเขาแต่งเรื่องใส่ร้ายฉันเอง
ดูรูปร่างผอมบางของฉันสิ ฉันจะไปสู้คนตั้งสี่คนไหวได้ยังไงคะ?”
พอตำรวจเห็นซูอันเป็นแบบนี้ ก็รู้สึกว่าเธอพูดมีเหตุผลอยู่เหมือนกัน เมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ ในตระกูลซูแล้ว ซูอันผอมบางจนดูอ่อนแอเกินไป
อย่าว่าแต่สู้กับสี่คนเลย แค่คนเดียวก็คงลำบากแล้ว
พอได้ยินซูอันพูดแบบนั้น ซูเยว่ก็ร้อนใจจนแทบกระโดด เพราะกลัวตำรวจจะหลงเชื่อเธอ
“ถ้าไม่ใช่เธอ แล้วพวกเราจะลงมือตีกันเองหรือไง?”
ซูอันเยาะเย้ย “ใครจะไปรู้ว่าพวกคุณโดนคนอื่นทำร้ายมา แล้วตั้งใจโยนความผิดให้ฉันหรือเปล่า”
พูดจบ ซูอันก็หันไปทางตำรวจและแสร้งทำท่าอ่อนแอไร้ที่พึ่งอีกครั้ง เธอถกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นรอยเขียวช้ำกับแผลเป็นเก่า ๆ
“คุณตำรวจคะ ดูสิคะ ตัวฉันก็มีแผลเหมือนกัน ปกติพ่อแม่ไม่พอใจก็มักจะตีฉัน รอยพวกนี้เป็นหลักฐานที่พวกเขาทุบตีด่าทอฉันค่ะ
ถ้าฉันมีความสามารถจะตอบโต้จริง ๆ จะปล่อยให้ตัวเองบาดเจ็บแบบนี้ได้ยังไงคะ?
เรื่องที่ฉันพูดจริงหรือไม่จริง พวกคุณไปสอบถามเพื่อนบ้านแถวนั้นก็รู้แล้วค่ะ”
พูดจบ น้ำตาหยดหนึ่งก็ไหลผ่านหางตาของซูอัน
ตำรวจที่มาสอบสวนเห็นบาดแผลบนตัวซูอันกับตาตัวเอง จึงอดเชื่อคำพูดของเธอไม่ได้
“ได้ เรื่องนี้พวกเราจะสอบสวนเพิ่มเติม”
ไม่นานนัก ตำรวจก็ไปสอบถามเพื่อนบ้านเกี่ยวกับสถานการณ์ในบ้านตระกูลซู
ทุกคนให้คำตอบตรงกันว่า ซูอันเป็นคนที่ถูกรังแกอยู่ในบ้านตระกูลซู ปกติคนทั้งบ้านไม่ทุบตีก็ด่าทอเธอ
เธอเป็นคนอ่อนแอ ปกติยังไม่กล้าพูดเสียงดังกับพ่อแม่ด้วยซ้ำ จะไปทำร้ายคนอื่นได้ยังไง
ประกอบกับซูเยว่ไม่มีหลักฐานโดยตรง หลังสอบถามจนได้ข้อมูลดังกล่าว ตำรวจก็กลับไป
หลังตำรวจกลับไป ซูอันก็ปิดประตูห้องดังปัง
จากนั้นสายตาเย็นเยียบของเธอก็หันไปจับจ้องซูเยว่ที่เป็นคนแจ้งความ
ซูเยว่ใจหายวาบ พึมพำกับตัวเองว่าแย่แล้ว แย่แล้ว คราวนี้จบเห่แน่
เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดัง ซูอันใช้เทปกาวปิดปากซูเยว่ไว้ “ถ้ายังกล้าแจ้งตำรวจอีก คราวหน้าฉันจะตีขาแกให้หัก”
หลังถูกซ้อมจนน่วม ซูเยว่ก็เข็ดจริง ๆ คราวนี้ไม่กล้าไปแจ้งตำรวจอีกแล้ว
ผู้หญิงชั้นต่ำอย่างซูอันแสร้งทำเป็นน่าสงสารเก่งขนาดนี้ ต่อให้แจ้งตำรวจไปก็ไม่มีใครเชื่อหรอก
เมื่อเห็นว่าคนทั้งบ้านตระกูลซูยอมสงบเสงี่ยมแล้ว ซูอันถึงกลับเข้าห้องไปพักต่อ
พอเข้าห้อง ซูอันก็เข้าไปในมิติทันที
ดูเหมือนว่ามิติจะเหมาะกับการฝึกพลังพิเศษมากกว่า ช่วยให้พลังของเธอพัฒนาได้เร็วขึ้นอีกหน่อย
ฝึกจนพอแล้ว ซูอันก็เข้าไปนอนในหอสูงภายในมิติ
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อซูอันตื่นขึ้นมา คนตระกูลซูต่างก็มองเธอด้วยแววหวาดระแวงและหวาดกลัว กลัวว่าเธอจะเข้ามาซ้อมพวกเขาอีกยก
“อาหารเช้าล่ะ? ทำไมยังไม่ทำ?”
พอซูอันลุกขึ้นมาเห็นเตาที่เย็นชืด ก็หันไปมองเฉินอ้ายเหมย
ปกติซูอันเป็นคนทำอาหารเช้า เฉินอ้ายเหมยเลยลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
เฉินอ้ายเหมยตั้งใจจะด่าซูอัน แต่พอนึกถึงเรื่องเมื่อวาน คอก็เหมือนถูกอะไรบางอย่างบีบรัดจนพูดไม่ออก
“ยังยืนเฉยอยู่ทำไม? ฉันหิวแล้ว รีบไปทำกับข้าว ไม่งั้นจะได้กินหมัดแทน”
เฉินอ้ายเหมยหน้าซีดด้วยความกลัว รีบไปทำอาหารในครัวทันที
เฉินอ้ายเหมยต้มโจ๊ก ต้มไข่สองฟอง แล้วก็ผัดมันฝรั่งเส้นหนึ่งจาน
ปกติพวกเขากินโจ๊กกับมันฝรั่งเส้น ส่วนไข่ต้มสองฟองเอาไว้บำรุงร่างกายให้ซูเฉียง
พอเห็นซูเฉียงถือไข่ต้มสองฟอง ซูอันก็แย่งมาทันที
ซูเฉียง “……”
โกรธก็ทำอะไรไม่ได้ สู้ไม่ไหว อยากแย่งไข่คืนก็เป็นไปไม่ได้ แถมยังต้องโดนต่อยอีก
ซูอันมองคนตระกูลซูที่นั่งกินข้าวกันอย่างเรียบร้อยจนหมด แล้วเช็ดมุมปากอย่างพอใจ “อิ่มแล้ว ฉันจะออกไปข้างนอก”
หลังซูอันออกจากบ้านไป เฉินอ้ายเหมยถึงกล้าด่าเสียงขรม “นังเด็กสารเลวนี่เป็นบ้าอะไรขึ้นมา?”
แววตาของซูกั๋วหัวมืดครึ้ม “หรือมันรู้แล้วว่าเราสมัครให้มันลงชนบท?”
เฉินอ้ายเหมยคิดว่าซูอันดูเหมือนได้รับแรงกระทบกระเทือนอะไรบางอย่าง คำพูดของสามีฟังดูมีเหตุผลอยู่เหมือนกัน
“แล้วตอนนี้จะทำยังไง? กว่าจะได้ลงชนบทก็ต้องรออีกครึ่งเดือน จะปล่อยให้นังเด็กสารเลวนี่รังแกเราแบบนี้หรือ? มันซ้อมเราจนเป็นสภาพนี้ จะปล่อยผ่านไปเฉย ๆ ไม่ได้”
เฉินอ้ายเหมยลูบหน้าที่บวมเป่งราวกับหัวหมูแล้วก็ยิ่งแค้นจนกลืนความโกรธไม่ลง
ซูกั๋วหัวเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ไม่นานก็ได้ข้อสรุป “นังเด็กสารเลวนี่ เดิมทีคิดว่าจะให้มันยกงานให้ก็พอแล้ว แต่ตอนนี้ดูท่าจะปล่อยให้ลงชนบทก็ยังเป็นบุญของมันเกินไป…”
ซูอันออกจากบ้านตระกูลซู ไม่ได้ตรงไปโรงงานเครื่องจักร แต่ไปหาเพื่อนร่วมชั้นชื่อเกาเสี่ยวหง
ซูอันจำได้ว่าพ่อของเกาเสี่ยวหงเป็นหัวหน้าสำนักงานเยาวชนผู้มีการศึกษา เธอยังมีเรื่องอยากขอให้พ่อของอีกฝ่ายช่วย
เรื่องที่ซูกั๋วหัวกับเฉินอ้ายเหมยแอบสมัครให้เธอลงชนบทนั้น ซูอันรู้ดีอยู่แล้ว
ชาติที่แล้วสองสามีภรรยาคู่นี้ก็ใช้ไม้อ่อน พูดว่าพอสมัครชื่อเธอไปแล้ว ก็ให้เธอไปแทนซูเยว่เถอะ
แต่ชาตินี้เธอไม่ยอมแน่!
