ฉินซุยซุยขมวดคิ้วแน่น เธอจำได้ว่าครั้งล่าสุดที่เห็นหยางหรุ่ยชุ่ย อีกฝ่ายยังเป็นคนมีเหตุผลอยู่เลย ทำไมไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่วัน ถึงกลายเป็นคนบ้าคลั่งและไร้เหตุผลขนาดนี้ได้?
บังเอิญว่าตอนนี้เป็นเวลาอาหารเย็นพอดี คนส่วนใหญ่เลิกงานแล้วหรือกำลังเตรียมตัวไปกินข้าว บ้างเดินไปทางบ้านพักครอบครัว บ้างเดินไปทางโรงอาหาร เสียงตะโกนของหยางหรุ่ยชุ่ยดึงดูดสายตาทุกคนให้หันมามองทันที
ยิ่งสองวันนี้โรคไข้สมองอักเสบระบาดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ก็ยิ่งทำให้ผู้คนหวาดผวา แทบทุกบ้านล้วนมีลูกเล็ก จึงต่างกังวลใจกับโรคนี้อย่างมาก
คำพูดของหยางหรุ่ยชุ่ยในสถานการณ์เช่นนี้ช่างปลุกปั่นได้เป็นอย่างดี หลายคนถึงกับเชื่อจริง ๆ ว่าเชื้อไวรัสนี้ฉินซุยซุยเป็นคนนำมา ยิ่งคำว่า “ลูกสาวทุนนิยม” กระตุ้นความรู้สึกอ่อนไหวของทุกคนเข้าอย่างจัง คนทั้งกลุ่มจึงไม่คิดจะไตร่ตรองว่าคำพูดของหยางหรุ่ยชุ่ยจริงหรือไม่ ต่างพากันกรูเข้ามาหมายจะรุมเล่นงานฉินซุยซุย
“ลูกสาวทุนนิยมสารเลว! มีสิทธิ์อะไรมาอยู่บ้านพักครอบครัวของพวกเรา!”
“ไสหัวออกไป! ออกไปจากถิ่นของพวกเรา!”
“พวกแกมันหนอนพิษของสังคม! แวมไพร์! ดูดเลือดคนทำงานอย่างพวกเราจนเกลี้ยงแล้วยังจะมาทำร้ายลูก ๆ ของเราอีก!”
“ทุนนิยมชั่วร้าย! แวมไพร์จงตาย! พวกเอาเปรียบที่ไม่ทำงาน!”
“โค่นชนชั้นกระฎุมพี!”
“พวกนายทุนคือศัตรูของประชาชน! อย่าลืมการต่อสู้ทางชนชั้นเด็ดขาด!”
……
เมื่อหยางหรุ่ยชุ่ยปลุกปั่น อารมณ์ของทุกคนก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น มีพี่สะใภ้หลายคนเบียดเข้ามากระชากผมฉินซุยซุย แล้วใช้กล่องข้าวในมือฟาดใส่เธอ บางคนยังหยิบก้อนดินกับก้อนหินขว้างใส่เธออีกด้วย
ถ้าฉินซุยซุยอยู่คนเดียว เธอคงหนีออกไปได้อย่างราบรื่นแน่ แต่เธออดหลับอดนอนมาสามวันสองคืน แทบไม่ได้กินอะไร แถมยังอุ้มจ้านจ้านอยู่ด้วย กว่าเธอจะเห็นท่าไม่ดีและคิดจะอุ้มจ้านจ้านหนี ก็ถูกคนล้อมเอาไว้แน่นเสียแล้ว
เมื่อถูกล้อมอยู่ตรงกลางจนหนีไปไหนไม่ได้ จ้านจ้านที่ไม่เคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ก็ตกใจจนร้องไห้จ้า เด็กน้อยยังหายป่วยไม่สนิท พอทั้งตกใจทั้งขวัญเสีย ร้องไห้ได้ไม่กี่ทีก็หมดสติไป ทว่าคนกลุ่มนั้นยังไม่ยอมเลิกรา
