ตอนที่ฉินซุยซุยกำลังลังเลว่าจะไปแจ้งตำรวจ หรือแอบตามไปดูสถานการณ์เงียบ ๆ ดี จู่ ๆ ก็มีเสียงทะเลาะกันดังมาจากข้างใน แถมเสียงนั้นยังคุ้นหูมากอีกด้วย!
ช่างมันก่อน! ฉินซุยซุยรีบเก็บจักรยานเข้าไปในมิติ จากนั้นหยิบเสื้อผ้าเก่าของแม่บ้านที่เคยเอาไว้ก่อนหน้านี้ออกมาสวม โพกผ้าคลุมศีรษะ แล้วป้ายเขม่าก้นหม้อบนใบหน้า ก่อนจะแอบย่องไปหลบตรงโคนกำแพงฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว
เสียงทะเลาะกันด้านในยิ่งดังรุนแรงขึ้น ฟังดูเหมือนใกล้จะลงไม้ลงมือกันแล้ว ฉินซุยซุยร้อนใจจนแทบแย่ ได้ยินเสียงแต่กลับมองไม่เห็น เธอจึงค่อย ๆ ขยับศีรษะออกไปอีกนิด อยากแอบมองสถานการณ์ผ่านช่องประตู ทันใดนั้นก็เห็นชายสี่คนรีบร้อนเดินมาทางประตู มีคนหนึ่งตะโกนอย่างร้อนใจว่า “ลูกพี่ ถ้ามันตายขึ้นมาจะทำยังไง?”
ตรงปากประตูโล่งโจ้ง ไม่มีอะไรให้ใช้บังเลย ถ้าพวกนั้นเดินออกมาต้องเห็นเธอแน่! ฉินซุยซุยตกใจจนรีบหดตัวเข้าไปในมิติทันที
ในมิติมองเห็นสถานการณ์ด้านนอกได้อย่างชัดเจน
ชายที่ถูกเรียกว่าลูกพี่สูงผอม สวมชุดจงซานเก่าสีกรมท่าที่ดูหลวมโคร่งอยู่บนตัว ยิ่งขับให้ท่วงท่าของเขาดูไม่แยแสอะไร ผิวคล้ำหยาบกร้านไม่ต่างจากชาวนาทั่วไป แต่ฉินซุยซุยกลับรู้สึกว่าหน้าตากับรูปร่างของเขาดูไม่เข้ากันอย่างประหลาด เธอเคยเรียนเคล็ดลับแต่งหน้าจากเพื่อนสาวมาบ้าง จึงรู้สึกว่าบนใบหน้าของลูกพี่คนนี้น่าจะทาอะไรบางอย่างเพื่อปกปิดใบหน้าที่แท้จริงเอาไว้
“โวยวายอะไรกัน? ตายก็ตายไปสิ เดี๋ยวค่อยเรียกคนมาดู ถ้าตายจริงก็ไปแจ้งตำรวจ บอกว่าไม่รู้จัก...” สมแล้วที่เป็นลูกพี่ แม้แต่น้ำเสียงตอนพูดยังไม่แยแสอะไรเช่นนั้น
เมื่อพวกนั้นเดินไปไกลแล้ว ฉินซุยซุยก็ออกมายืนตรงปากประตู มองโจรที่ทำท่าดัดจริตซึ่งถูกพวกนั้นซ้อมจน “ใกล้ตาย” อีกครั้ง ให้ตายเถอะ! โจรคนนี้ไม่เพียงแต่ยังไม่ตาย แต่ยังลากขาที่ถูกตีหัก พยายามคลานเข้าไปในบ้านอย่างสุดแรง เมื่อกี้แกล้งทำเป็นตายอยู่หรือนี่!
ฉินซุยซุยออกจากมิติ คว้าอิฐก้อนหนึ่งตรงมุมกำแพง แล้วพุ่งเข้าไปฟาดท้ายทอยของโจรท่าดัดจริตเต็มแรง!
