“รู้จักฟาร์มซีชานไหม?”
พอเห็นสีหน้างุนงงของฉินซุยซุย พี่อู่ก็พูดต่อเองว่า “เธอเพิ่งมาใหม่ คงไม่รู้แน่ ฟาร์มซีชานก็คือฟาร์มที่อยู่ใกล้ป่าดงดิบที่สุดนั่นแหละ!”
“ป่าดงดิบเป็นชื่อที่คนท้องถิ่นแถวนี้เรียกกัน เพราะมันดึกดำบรรพ์เกินไป ไม่มีใครกล้าเข้าไปถึงได้ถึงเรียกว่าป่าดงดิบ มีแต่คนที่ทำความผิดร้ายแรงเท่านั้นที่จะถูกส่งไปตัดไม้ ถางที่ดินในป่าดงดิบ ฟาร์มซีชานก็อยู่ติดกับป่าดงดิบ ยุงแมลงเยอะจนหามคนไปได้ทั้งตัวเลยล่ะ! ไม่รู้เซอเจียวไปทำอะไรหรือไปล่วงเกินใครเข้า ถึงถูกจัดสรรไปอยู่ที่นั่น ได้ยินว่าต้องอยู่ที่นั่นสักพักด้วยนะ!”
ฉินซุยซุยรู้สึกผิดขึ้นมาจึงยกมือแตะจมูก พอนึกได้ว่าเรื่องนี้เธอก็เป็นเหยื่อเหมือนกัน จะรู้สึกผิดไปทำไมกัน เธอจึงลดมือลงทันที
พอวัดตัวและตัดผ้าเสร็จ ฉินซุยซุยก็ลาพี่อู่ เตรียมกลับ
ก่อนหน้านี้เธอรับปากคุณยายหมั่ยไว้ว่าจะไปดูอาการบาดเจ็บของหมั่ยต้าที่หมู่บ้านหลังจากผ่านไปสามวัน แต่นี่ก็ผ่านมาสามสี่วันแล้ว สมควรไปได้แล้ว
เมื่อเห็นจ้านจ้านกับเสี่ยวฮวาเล่นกันอย่างสนุกสนาน ฉินซุยซุยก็ลองถามเขาว่า “จ้านจ้าน อยู่เล่นกับพี่เสี่ยวฮวาที่บ้านพี่อู่ดีไหม แม่มีธุระต้องไปที่หมู่บ้านข้าง ๆ เดี๋ยวก่อนมื้อเย็นแม่จะกลับมารับ ได้ไหมจ๊ะ?”
คิดไม่ถึงว่าพอได้ยินว่าแม่จะไป จ้านจ้านที่กำลังนอนคว่ำเล่นลูกแก้วอยู่บนพื้นก็ผุดลุกขึ้นเหมือนประทัดลูกเล็ก ๆ พุ่งปราดมาหาฉินซุยซุย แล้วกอดขาเธอไว้ไม่ยอมปล่อย “แม่ครับ ผมอยากไปด้วย แม่พาผมไปด้วยได้ไหมครับ ผมสัญญาว่าจะเชื่อฟัง ไม่ทำให้แม่ลำบากแน่นอน”
เสียงนุ่มนิ่มน่าสงสารของเจ้าตัวเล็กทำให้ฉินซุยซุยนึกถึงวันนั้นที่เธอกลับมาจากกลุ่มผลิตกวงหมิงติ่ง แล้วเห็นเจ้าตัวเล็กนั่งยอง ๆ อยู่หน้าบ้านเพียงลำพัง น่าสงสารจับใจ เธอจึงใจอ่อนลงทันที
“ได้สิ จ้านจ้านอยากไป แม่ก็จะพาไป!”
