เซี่ยจวินโอบหมิงเสี่ยงที่ยังตกใจอยู่เข้ามาในอ้อมแขน ก่อนจะเช็ดมือข้างที่เพิ่งบีบคอคนเมื่อครู่ เขารู้สึกว่ายังไม่สะอาดพอ หมอกขาวชั้นหนึ่งพลันลอยขึ้นมา ราวกับชำระล้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนแน่ใจว่าสะอาดดีแล้ว เขาจึงค่อยตบหลังเธอเบา ๆ “ไม่เป็นไรแล้วนะ”
หมิงเสี่ยงพิงอยู่ในอ้อมแขนเขา แก้มแนบกับแผงอก โดยไม่พูดอะไร
ผ่านไปราวสองสามนาที อารมณ์ของเธอจึงค่อยสงบลง เซี่ยจวินถึงเอ่ยอย่างรู้สึกผิดว่า “โรงฆ่าสัตว์ไม่เพียงสกปรก คนก็ปะปนกันมั่วไปหมด ไม่ปลอดภัยเหมือนอยู่บ้าน คราวหน้าไม่มาแล้วดีไหม”
น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน ราวกับกำลังปลอบเธอ
คนในอ้อมแขนยังคงเงียบ เซี่ยจวินพูดต่อว่า “พรุ่งนี้เช้าตอนออกจากบ้าน ฉันจะเตรียมมื้อกลางวันไปด้วย แบบนี้ก็ไม่ต้องให้เสี่ยงอันตรายเอาข้าวมาส่งฉันอีกแล้ว”
หมิงเสี่ยงเงยหน้า ขนตาสั่นไหวเล็กน้อย “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ อย่าโทษตัวเองเลย สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกนี้คือจิตใจคน คนชั่วมีสารพัดแบบ ระวังยังไงก็ป้องกันไม่หมดหรอก”
“จะว่าไป ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมพนักงานคนนั้นถึงพูดอะไรพิลึก ๆ เขาเอาแต่ถามว่าฉันเป็นคนเป็นหรือเปล่า แปลกจริง ๆ นี่มันคำถามอะไร ฉันก็เป็นคนเป็น ๆ อยู่แล้วสิ”
สภาพของชายคนนั้นดูคลุ้มคลั่งเสียสติราวกับคนบ้า หมิงเสี่ยงตกใจ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าถูกคุกคาม ทว่าเขายืนกรานจะลากเธอออกไป แบบนั้นก็อันตรายอยู่เหมือนกัน
เธอคิดว่าคราวหน้าถ้าออกไปข้างนอก พกมีดสั้นไว้ป้องกันตัวดีไหม แบบนั้นจะปลอดภัยขึ้นหรือเปล่า
มือที่เซี่ยจวินโอบเอวเธอกระชับแน่นขึ้น แววตาเข้มลง เขาก้มมองเธอ “คำพูดของคนบ้าเชื่อถือไม่ได้หรอก อย่าทำให้ตัวเองลำบากใจเลย”
