เจิ้งอวี้เหลือบมองกัวเหยียน แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ
“กัวเหยียน ท่าทางตอนเธอใส่ร้ายคนอื่นนี่ดูน่าเกลียดจริง ๆ ชวนคลื่นไส้”
“ถึงไม่มีหลี่ซือเหวิน ฉันก็ไม่มีวันชอบเธอ เลิกทำเรื่องไร้สาระพวกนี้ได้แล้ว”
“เจิ้งอวี้ ไอ้สารเลว...”
กัวเหยียนไม่สนแล้วว่าที่นี่คือที่ไหน ตะโกนออกมาอย่างคลุ้มคลั่ง
เจิ้งอวี้ไม่แม้แต่จะมองกัวเหยียนอีก รีบสาวเท้าตามแผ่นหลังของหลี่ซือเหวินไป
“ซือเหวิน รอก่อน”
หลี่ซือเหวินหยุดเดิน แต่ไม่ได้หันกลับมา
“ขอโทษนะ เพราะฉันแท้ ๆ ถึงทำให้เธอต้องเดือดร้อน”
หลี่ซือเหวินส่ายหน้าแล้วเดินจากไป
จะโทษเจิ้งอวี้ก็ไม่ได้ เขาออกจะบริสุทธิ์ใจ
แต่จะไม่โทษก็ไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะเขา
คนที่บริสุทธิ์ใจจริง ๆ คือเธอต่างหาก อยู่ดี ๆ ก็โดนกัวเหยียนหมายหัวเข้าเสียอย่างนั้น
หลี่เถียนที่เพิ่งเดินผ่านมาและบังเอิญได้เห็นละครน้ำเน่าเรื่องหนึ่ง เดินเข้าไปดึงมือเจิ้งอวี้ไว้
“คุณอาเจิ้ง ไปทำอีท่าไหนถึงได้ไปยุ่งกับคนบ้าเข้าได้คะ?”
เจิ้งอวี้ยิ้มเจื่อน ๆ พลางมองเด็กหญิงตัวเล็กที่ดึงเขาไว้
ภูมิหลังของกัวเหยียนไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเขา จะจัดการเธอจริงจังก็ไม่ได้
ด่าไปแค่ไม่กี่คำ แบบไม่เข้าเนื้อเข้าตัว ก็ไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไร
แถมเธอคงสงบได้ไม่กี่วัน
เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าควรทำยังไงดี
เพราะอย่างนั้น ถึงจะชอบหลี่ซือเหวินมาก เขาก็ยังไม่กล้าแสดงออกมากเกินไป
หลี่เถียนเห็นสีหน้าอมทุกข์ของเจิ้งอวี้ก็พอจะเดาสาเหตุออก
พอเห็นว่ากัวเหยียนเดินไปแล้ว หลี่เถียนก็เริ่มช่วยออกความเห็น
