ซูเจี้ยนเย่พลันได้สติ รีบวิ่งเข้าไปสองสามก้าวแล้วนั่งยอง ๆ ลงตรวจดูจมูกหมูป่า จากนั้นก็คลำชีพจรตรงลำคอของมัน ยืนยันได้ว่าตายสนิทแล้ว ไม่มีลมหายใจเหลืออยู่เลย
เขาดีใจจนแทบคลั่ง คว้าขาหลังของหมูป่าแล้วออกแรงยกขึ้น พาดหมูป่าหนักกว่าร้อยชั่งไว้บนบ่าได้อย่างง่ายดาย
“ยกไหว! ไปกันเถอะ เมียจ๋า รีบลงเขากลับบ้านกัน!” เขาแบกหมูป่าไปพลาง ฝีเท้าก็พลอยเบาหวิวขึ้นไม่น้อย
“อื้ม! ดีเลย!” หลินหว่านจือตอบยิ้ม ๆ จูงเด็กสองคนที่กระโดดโลดเต้นพลางตะโกนว่า “มีเนื้อกินแล้ว!” เดินตามหลังเขาไปอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าลงจากเขา
กว่าครอบครัวจะกลับถึงบ้านใหม่ท้ายหมู่บ้าน ก็เป็นเวลาบ่ายสองกว่าแล้ว
บ้านหลังนี้อยู่ทางตะวันตกสุดของกองผลิต ข้าง ๆ เป็นภูเขา ปกติแทบไม่มีใครแวะมา ระหว่างเดินกลับจึงไม่มีชาวบ้านเห็นเข้าเลย
ซูเจี้ยนเย่โยนหมูป่าลงกลางลานบ้านเสียงดังโครม จากนั้นก็เหนื่อยหอบจนต้องทิ้งตัวนั่งตรงธรณีประตู เขาเช็ดเหงื่อบนหน้าผากแล้วหันไปยิ้มให้หลินหว่านจือ “เมียจ๋า หมูตัวนี้จะจัดการยังไงดี? ฉันโตขนาดนี้แล้วยังไม่เคยเชือดหมูเลย”
หลินหว่านจือเดินเข้ามา มองหมูป่าบนพื้นแล้วในใจก็เปี่ยมด้วยความยินดี เธอยิ้มพลางบอกว่า “ง่ายมาก ไปตามลุงใหญ่สิ เขาเป็นคนเชือดหมูฝีมือดีของกองผลิตเรา ทุกปีตอนตรุษจีน หมูของกองผลิตใกล้ ๆ หลายแห่งก็เป็นเขาที่เชือดทั้งนั้น”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อว่า “คืนนี้เราจัดงานเลี้ยงฉลองเชือดหมูกัน เรียกพวกญาติพี่น้องที่มาช่วยขนของตอนย้ายบ้านกับญาติทางสายตระกูลมากินอาหารร้อน ๆ ด้วยกัน
