หลายวันต่อจากนั้น หยาหยาก็ปล่อยตัวสนุกสุดเหวี่ยง
ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี เธอก็เรียกเปาจื่อกับหมั่นโถววิ่งเข้าป่าแล้ว
สุนัขทั้งสองร่วมมือกันได้อย่างรู้ใจ ทุกวันยามตะวันลับฟ้า หยาหยามักลากเหยื่อตัวเล็กตัวใหญ่กลับมาได้เสมอ
บางครั้งก็เป็นกระต่ายป่าอ้วนตุ้ยนุ้ยสองสามตัว บางครั้งก็เป็นไก่ป่าที่กระพือปีกพึ่บพั่บ หากโชคดีหน่อย ยังจับกวางตัวเล็กได้อีกตัว
ชีวิตของตระกูลซูพลันดีขึ้นทันตา
เมื่อก่อนทั้งเดือนแทบไม่ได้กลิ่นเนื้อสักกี่ครั้ง แต่ตอนนี้ในหม้อมีแต่กลิ่นหอมของเนื้อลอยอบอวลทุกวัน
เนื้อกระต่ายป่าตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม น่องไก่ป่าย่างจนเหลืองกรอบ แม้แต่หมั่นโถวแป้งข้าวโพดยังจิ้มกินกับน้ำแกงเนื้อ
ไม่ถึงครึ่งเดือน คนทั้งบ้านก็อ้วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ใบหน้าของซูเจี้ยนเย่มีเลือดฝาดขึ้น ส่วนแก้มของหลินหว่านจือก็ดูอิ่มเอิบกว่าเดิม ที่เห็นชัดที่สุดคือหยาหยา คางเล็กแหลมที่เคยมีเริ่มกลายเป็นแก้มกลมเหมือนลูกแอปเปิล พุงน้อย ๆ ก็ป่องขึ้น เวลาวิ่งตัวจึงเด้งดึ๋งไปมา
เย็นวันหนึ่ง หยาหยาสะพายไก่ป่าขนมันเงาสองตัววิ่งเข้าลานบ้าน ใบหน้าเล็กแดงระเรื่อ ชูไก่ป่าขึ้นพลางตะโกนเรียกหลินหว่านจือ “แม่จ๋า แม่จ๋า! ดูสิ! หยาหยาจับไก่ป่าตัวใหญ่ได้อีก 2 ตัว! อ้วนกว่าเมื่อวานอีกนะ!”
หลินหว่านจือกำลังยอง ๆ ก่อไฟอยู่ข้างเตา พอเงยหน้าขึ้นเห็นลูกสาวตัวกลมดิ๊ก ก็อดยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองเบา ๆ ไม่ได้ ทั้งขำทั้งจนใจ “โธ่ แม่คุณตัวน้อย กินเนื้ออีกไม่ได้นะ”
หยาหยากะพริบดวงตากลมโตอย่างสงสัย “ทำไมล่ะ? เนื้ออร่อยจะตาย”
“เพราะหนูอ้วนขึ้นแล้วไง” หลินหว่านจือวางฟืนในมือลง ก่อนลุกขึ้นยืนแล้วทำท่าประกอบ
