โจวเหล่าเกินยืนมองเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ ก่อนส่ายหน้าอย่างจนใจ แล้วด่าเสียงเบา “พวกสายตาสั้นเอ๊ย! ถ้าตอนนั้นไม่ไปยุยงตามหลี่วั่ง ตอนนี้พวกแกก็ได้แบ่งเนื้อชิ้นใหญ่เหมือนกันแล้ว”
หลินหว่านจืออารมณ์ดี จูงหยาหยา มืออีกข้างหิ้วเนื้อชิ้นเล็ก ๆ ฮัมเพลงกลับบ้านไป
เช้าตรู่วันต่อมา ลานบ้านของซูเจี้ยนเย่ก็ครึกครื้นขึ้นมา
พวกผู้ชายตระกูลซูมากันครบ ต่างพับแขนเสื้อขึ้น คนต้มน้ำก็ต้มน้ำ คนจับหมูก็จับหมู
ซูโส่วฟู่เป็นคนชำแหละหมูมือฉมัง ฟันมีดลงไปทีเดียวก็เรียบร้อยหมดจด ไอร้อนลอยอบอวลทั่วลาน กลิ่นคาวเลือดหมูปะปนกับควันฟืน ลอยไปไกล
ส่วนพวกผู้หญิงก็ช่วยกันวุ่นอยู่ในครัว คนล้างกะละมังก็ล้างกะละมัง คนหั่นเนื้อก็หั่นเนื้อ พูดคุยหัวเราะกันอย่างครึกครื้น
คุณปู่ทั้งสามคนยกม้านั่งตัวเล็กมานั่งใต้ชายคา อาบแดดมองภาพผู้คนวุ่นวายในลานบ้าน ใบหน้าเปื้อนยิ้ม
หยาหยาพาซูเสี่ยวม่าน ซูเสี่ยวจ้าว และเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ อีกสองสามคนไปนั่งยอง ๆ ข้างเล้ากระต่าย เฝ้ามองพวกมัน
กระต่ายที่ตระกูลซูเลี้ยงไว้เลี้ยงง่ายเสียจริง คลอดลูกออกมาสองครอกแล้ว ขนฟูเป็นก้อน วิ่งไปวิ่งมาอยู่ในเล้า น่ารักสุด ๆ
“ว้าว! กระต่ายน้อยน่ารักจังเลย!” ซูเสี่ยวม่านเท้าแขนบนรั้วเล้า ดวงตาจับจ้องจนแทบไม่กะพริบ
ซูเสี่ยวจ้าวเป็นหลานสาวของซูโส่วฟู่ ปีนี้อายุ 8 ขวบ ปกติเรียนหนังสืออยู่ที่กองสังคม ไม่ค่อยได้มาทางนี้
เธอมองลูกกระต่ายด้วยความอิจฉาแล้วพูดว่า “หยาหยา บ้านเธอเก่งจังเลย เลี้ยงกระต่ายรอดด้วย ฉันเคยเลี้ยงตัวหนึ่งเหมือนกัน แต่ไม่ถึงสองวันก็ตายแล้ว สุดท้ายแม่ฉันก็เอาไปตุ๋นกิน”
