เดือนมีนาคม ปี 1970 ความหนาวเหน็บต้นฤดูใบไม้ผลิในเป่ยต้าหวงยังคมกริบราวกับใบมีดที่ชุบน้ำแข็ง บาดผิวหน้าจนเจ็บแสบ
เชิงเขาชิงอู้หลิ่ง ดวงอาทิตย์เพิ่งลับลงไปในหุบเขา ความมืดพลันแผ่คลุมราวกับหมึกที่สาดกระเซ็น ย้อมผืนป่าที่ปกคลุมด้วยหิมะทั้งผืนให้มืดสนิท
หญิงคนหนึ่งสวมเสื้อบุนวมหนา อุ้มทารกที่ห่ออยู่ในผ้าแนบอกแน่น แล้ววิ่งโซซัดโซเซเข้าไปในปากหุบเขา
เด็กหญิงในห่อผ้าดูเหมือนเพิ่งคลอดได้ไม่นาน แม้แต่เสียงร้องยังแผ่วเบาราวกับลูกแมว ตอนนี้พอลมหนาวพัดมา เธอก็แทบไม่มีแรงส่งเสียงคราง
ทันใดนั้น เสียงหมาป่าหอนยาวอย่างโหยหวนก็ดังมาจากส่วนลึกของภูเขา ลอยมาตามสายลมจนหิมะบนยอดไม้ร่วงกราวลงมา
หญิงคนนั้นสะดุ้งทั้งตัว ราวกับถูกของร้อนลวก รีบวางห่อผ้าลงใต้ต้นสนแก่ ตัวสั่นงันงกเหมือนลูกนกตกน้ำพลางพึมพำเสียงกดต่ำ ทว่าน้ำเสียงกลับเย็นชาไร้เยื่อใย
“อย่าโทษว่าฉันใจร้ายเลย ถ้าจะโทษก็โทษที่เธอมาเกิดผิดที่ก็แล้วกัน ถ้าเธอไม่ตาย ลูกสาวแท้ ๆ ของฉันก็ไม่มีทางได้แต่งเข้าตระกูลเจียง แล้วก็ไม่ได้เสวยสุขอย่างที่ควรจะได้ ไปสบายเถอะนะ พ่อแม่ของเธอ ลูกสาวฉันจะกตัญญูดูแลแทนเธอเอง”
พูดจบ เธอก็ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมอง รีบดึงสาบเสื้อให้กระชับแล้ววิ่งตะเกียกตะกายลงจากเขา
บนถนนดินเชิงเขามีรถจี๊ปสีเขียวทหารรุ่น 212 จอดดับเครื่องรออยู่ เธอเปิดประตูรถแล้วกระโดดขึ้นไป คนขับก็เหยียบคันเร่งทันที ล้อรถบดผ่านชั้นหิมะ ก่อนรถจะหายลับไปในแสงสนธยาอย่างรวดเร็ว
ในห่อผ้าใต้ต้นสน เด็กหญิงคงตกใจจากเสียงเมื่อครู่ หรือไม่ก็หิวจนทนไม่ไหว ในที่สุดก็รวบรวมแรงส่งเสียงร้องแหลมเล็กขึ้นมา เสียงนั้นดังแสบหูเป็นพิเศษท่ามกลางหุบเขารกร้างไร้ผู้คน
ในเวลาเดียวกัน ชายคนหนึ่งเดินโซเซมาถึงเชิงเขาชิงอู้หลิ่ง
ดวงตาทั้งสองข้างของเขาแดงก่ำ เบ้าตาลึกโหล หนวดเคราที่งอกตรงคางมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะอยู่ ชุดทำงานเก่าสีซีดที่ผ่านการซักจนขาวโพลนเปื้อนโคลนหิมะไปทั่วทั้งตัว เขาดูราวกับสูญเสียจิตวิญญาณไปแล้ว เหลือเพียงร่างเปล่าที่โงนเงนอยู่ท่ามกลางลมกับหิมะ
เสียงร้องของทารกลอยมาตามสายลม เขาชะงักฝีเท้า กระตุกมุมปากเยาะตัวเองก่อน รอยยิ้มนั้นดูน่าเวทนายิ่งกว่าร้องไห้เสียอีก เขาพึมพำเสียงแหบพร่า
“คิดถึงลูกสาวจนเพี้ยนไปแล้ว ถึงได้หูแว่ว... หยาหยา ลูกสาวตัวน้อยของพ่อ พ่อขอโทษที่ทำให้หนูต้องเป็นแบบนี้ พ่อกับแม่ดูแลหนูไม่ดี... อยู่ทางนั้นให้ดีนะ ชาติหน้าเกิดในครอบครัวดี ๆ อย่ามาเกิดบ้านเราแล้วต้องลำบากอีกเลย...”
พูดไป น้ำตาเม็ดโต ๆ ก็ร่วงลงมาเป็นสาย กระทบสาบเสื้อบนอกแล้วจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งเล็ก ๆ ทันที
เขาชื่อซูเจี้ยนเย่ เป็นลูกชายคนที่สามของตระกูลซูแห่งกองผลิตริมแม่น้ำ
หนึ่งเดือนก่อน หลินหว่านจือ ภรรยาของเขาให้กำเนิดลูกสาวตัวน้อยที่งดงามราวกับตุ๊กตาปั้น เขาดีใจจนแทบคลั่ง ก่อนหน้านี้เขามีลูกชายวัยกำลังโตอยู่แล้วสองคน เฝ้ารออยากมีลูกสาวตัวน้อยที่คอยเอาใจใส่มานาน ในที่สุดความปรารถนาก็เป็นจริง
ใครจะคิดว่าเมื่อสามวันก่อน ซูชุนนี ลูกสาววัย 6 ขวบของพี่ชายใหญ่ แอบป้อนถั่วลิสงคั่วเม็ดหนึ่งให้หยาหยาตัวน้อยที่เพิ่งครบเดือน เด็กน้อยสำลักจนหน้าเขียวคล้ำคาที่ พออุ้มไปถึงสถานีอนามัยตำบล เธอก็สิ้นใจไปแล้ว
หลินหว่านจือ ภรรยาของเขาได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนักจนหมดสติไปตรงนั้น และถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลของตำบลชิงเหออย่างเร่งด่วน
ตลอดสองวันที่ผ่านมา เธอนอนอยู่บนเตียงคนไข้ ไม่กินไม่ดื่ม ลืมตาหลับตาก็มีแต่น้ำตา ใบหน้าที่เคยอิ่มเอิบซูบตอบลงอย่างน่าตกใจภายในไม่กี่วัน เบ้าตาลึกโหลจนชวนหวาดหวั่น
คราวนี้เขาเพิ่งออกจากโรงพยาบาล กำลังกลับหมู่บ้านไปเอาเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนให้ภรรยา แล้วก็รวบรวมเงินเพิ่ม ตั้งใจจะให้เธอพักรักษาตัวต่ออีกหลายวัน อย่างน้อยก็ช่วยประคองอาการไว้ก่อน
ลมกับหิมะยังคงพัดกระหน่ำ เขาเดินเหม่อลอยไปข้างหน้า แล้วเสียงร้องนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิมและดังกว่าเดิม พุ่งตรงเข้ามาในหู
ซูเจี้ยนเย่หยุดกึก เลือดทั้งร่างราวกับพุ่งขึ้นไปถึงศีรษะในพริบตา
ไม่ใช่! ไม่ใช่เสียงแว่ว! มีเด็กกำลังร้องไห้อยู่จริง ๆ!
เขาลืมความเหนื่อยล้าทั่วร่างกับความเจ็บปวดในใจไปชั่วขณะ หันกลับแล้วรีบเดินไปทางต้นเสียง ฝีเท้าบนหิมะยิ่งก้าวก็ยิ่งเร็ว สุดท้ายแทบจะวิ่งไปแล้ว
เสียงร้องใกล้เข้ามาทุกที อยู่ใต้ต้นสนแก่ต้นนั้นเอง
ซูเจี้ยนเย่พุ่งเข้าไปไม่กี่ก้าว ก็เห็นห่อผ้าบาง ๆ ที่วางอยู่บนพื้นหิมะ
ใบหน้าของทารกน้อยในห่อผ้าแดงก่ำเพราะความหนาว ริมฝีปากเล็ก ๆ เริ่มคล้ำเล็กน้อย แต่ดวงตากลมโตดำขลับราวกับเม็ดองุ่นยังลืมอยู่ พอเห็นเขาเข้ามา แขนขาเล็ก ๆ ก็ขยับไปมา มือจิ๋วทั้งสองข้างที่เย็นเฉียบยื่นคว้าอากาศมาทางเขา พร้อมส่งเสียงครางงอแงราวกับกำลังขอให้อุ้ม
ชั่วขณะนั้น หัวใจของซูเจี้ยนเย่ราวกับถูกมือร้อนผ่าวกำไว้ ทั้งปวดทั้งอ่อนยวบจนแทบหายใจไม่ออก
เขายื่นมือที่สั่นเทาออกไป อุ้มห่อผ้าขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ทารกน้อยในอ้อมแขนหยุดร้องทันที ศีรษะเล็ก ๆ ซุกเข้าหาอกเขาแล้วส่งเสียงสะอื้นแผ่วเบา
เขาแหวกมุมผ้าออกดู เป็นเด็กผู้หญิงจริง ๆ คิ้วตาได้รูป หน้าตางดงามเหลือเกิน
ดวงตาซูเจี้ยนเย่แดงก่ำขึ้นมาทันที เขาเงยหน้าด่ากราดไปยังป่าเขาที่ว่างเปล่า “ไอ้สารเลวไร้หัวใจหน้าไหนกัน! เด็กผู้หญิงตัวแค่นี้ยังกล้าเอามาทิ้งในป่าให้หมาป่ากิน ไม่กลัวฟ้าผ่าตายหรือ ไอ้ลูกไม่รักดี!”
ในยุคสมัยนี้ ครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาวมีอยู่มาก เรื่องที่คนคลอดลูกสาวแล้วไม่อยากเลี้ยง แอบเอาไปทิ้งให้หนาวตายในป่าหรือถูกหมาป่ากินก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น
ตอนนี้เขาเต็มไปด้วยความโกรธ จึงไม่ได้คิดให้ลึกไปกว่านั้น เอาแต่คิดว่าเป็นพ่อแม่ใจร้ายคู่ไหนที่ไม่ต้องการลูกสาว
ทารกน้อยในอ้อมแขนขยับปากจุ๊บจั๊บ แล้วเป่าฟองน้ำนมออกมาฟองหนึ่ง
ซูเจี้ยนเย่มองเธอ จู่ ๆ ก็นึกถึงหยาหยาตัวน้อยที่จากไป หัวใจก็ปวดแปลบขึ้นมาอีกครั้ง
เขาก้มหน้าลง ลดเสียงให้นุ่มนวลที่สุด ราวกับกำลังปลอบของรักที่เปราะบาง “หนูน้อย มาเป็นลูกสาวพ่อได้ไหม ถ้าหนูเต็มใจ ก็กลับบ้านกับพ่อนะ ต่อไปพ่อจะเป็นพ่อของหนูเอง จะไม่มีใครรังแกหนูได้อีก”
ทารกน้อยกะพริบตา แล้วเป่าฟองน้ำนมออกมาอีกฟอง มือเล็ก ๆ กำสาบเสื้อของเขาไว้
ซูเจี้ยนเย่ยิ้มออกมาทันที ทั้งที่น้ำตายังไหลไม่หยุด “ไม่พูดก็ถือว่าหนูตกลงแล้วนะ! ไปกันเถอะ พ่อจะพาหนูไปหาแม่ หนูคงหิวแย่แล้ว แม่ยังมีน้ำนมอยู่นะ”
เขาห่อทารกน้อยในผ้าให้มิดชิด กอดประคองแนบอกแน่น แล้วหันหน้าเดินเร็ว ๆ ไปทางโรงพยาบาลตำบล ความสิ้นหวังที่เกาะกุมเขาเมื่อครู่หายไปหมด ฝีเท้าก็มั่นคงขึ้น ร่างกายมีเรี่ยวแรงขึ้นมาอีกครั้ง
ในสถานีอนามัยแห่งเดียวของตำบลชิงเหอ ภายใต้แสงไฟสีขาวซีดในห้องผู้ป่วย หลินหว่านจือพิงอยู่บนเตียง ใบหน้าขาวราวกระดาษ ดวงตาที่เคยสดใสวาววามบัดนี้กลับว่างเปล่า จ้องท้องฟ้ามืดมิดนอกหน้าต่างโดยไม่กะพริบตา
เธอยังอยู่ในช่วงพักฟื้นหลังคลอด เพิ่งผ่านความเจ็บปวดจากการสูญเสียลูกสาวมา ทั้งร่างราวกับดอกไม้ที่ถูกน้ำค้างแข็งจนเหี่ยวเฉา ดูท่าว่ากำลังจะโรยราเต็มที
ประตูห้องผู้ป่วยถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ซูเจี้ยนเย่พุ่งเข้ามาพร้อมไอหนาวเต็มตัว ในอ้อมแขนยังอุ้มบางอย่างไว้ เขาร้องอย่างร้อนรนว่า “ที่รัก! เร็วเข้า! รีบให้นมเด็กผู้หญิงคนนี้หน่อย เธอหิวแย่แล้ว!”
หลินหว่านจือหันมามองอย่างเหม่อลอย สายตาหยุดอยู่บนห่อผ้าในอ้อมแขนของเขา
เมื่อมองเห็นใบหน้าเล็ก ๆ ยับย่นในห่อผ้าชัด ๆ ดวงตาว่างเปล่าของเธอก็เอ่อคลอด้วยน้ำตาในพริบตา ร่างสั่นสะท้านรุนแรง ราวกับจู่ ๆ ก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
เธอแทบจะแย่งเด็กมาอุ้มไว้ในอก มือไม้พันกันยุ่งไปหมดขณะปลดสาบเสื้อ แล้วประคองเด็กเข้าหาอก
โชคดีที่เพิ่งครบเดือน น้ำนมยังไม่แห้ง ทารกน้อยหิวจัดจึงดูดหัวนมทันที กินอย่างเอร็ดอร่อยพร้อมส่งเสียงครางอย่างพึงพอใจ
น้ำตาของหลินหว่านจือหยดลงบนเส้นผมอ่อนนุ่มของทารกทีละหยด เธอมองเจ้าตัวน้อยที่กำลังกินนมในอ้อมแขน มุมปากค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกในรอบสามวันที่เธอยิ้ม
เมื่อเด็กกินจนอิ่ม คาบหัวนมแล้วหลับไป เธอจึงเงยหน้าขึ้นถามซูเจี้ยนเย่ด้วยเสียงแหบเล็กน้อย “เด็กคนนี้... มาจากไหนเหรอ”
“เก็บได้ที่เชิงเขาชิงอู้หลิ่ง”
ซูเจี้ยนเย่ถอนหายใจ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้ฟัง แล้วปิดท้ายด้วยการด่าว่า “ไม่รู้ไอ้คนไร้หัวใจหน้าไหนเอาเด็กตัวแค่นี้ไปทิ้งในป่า ถ้าไปช้ากว่านี้อีกนิดคงแข็งตาย หรือไม่ก็ถูกหมาป่าคาบไปแล้ว”
หลินหว่านจือใช้มือลูบแก้มอ่อนนุ่มของทารกเบา ๆ แววตาค่อย ๆ สว่างขึ้นทีละนิด น้ำเสียงแน่วแน่หนักแน่น “ไม่ใช่ เด็กคนนี้ไม่ใช่เด็กที่เราเก็บมา เธอคือหยาหยาของฉัน หยาหยาของฉันทนคิดถึงฉันไม่ไหว เลยกลับมาเยี่ยมฉันอีกครั้ง เจี้ยนเย่ ฉันจะเลี้ยงเธอ”
ซูเจี้ยนเย่มองประกายชีวิตที่กลับคืนสู่ดวงตาของเธอ แล้วพยักหน้าทันทีโดยไม่ต้องคิด “ได้ คุณอยากเลี้ยงก็เลี้ยง ต่อไปเธอจะเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของเรา ใครก็พูดอะไรไม่ได้ทั้งนั้น”
หลินหว่านจือพยักหน้า ก้มมองทารกน้อยที่หลับสนิทอยู่ในอ้อมแขน แววตาอ่อนโยนจนแทบหยาดหยด
ครู่ต่อมา เธอเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงเย็นลงทันทีพร้อมความเด็ดขาดที่ไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง “เก็บของ เรากลับบ้านกัน”
